จับเข่าคุย Sigve Brekke กับการเปลี่ยน True เป็น Tech Company ด้วยแนวคิด “ผู้นำที่โง่ที่สุดในห้อง”

การกลับมาคุมบังเหียนในฐานะ CEO ของกลุ่มทรู ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) นักบริหารผู้ที่อยู่ในวงการโทรคมนาคมไทยมาอย่างยาวนาน กลับมาพร้อมกับภารกิจ “ทรานส์ฟอร์ม” องค์กรครั้งใหญ่ ท่ามกลางสมรภูมิเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าครั้งไหนๆ

อะไรที่ทำให้ ซิกเว่ เคยบอกชัดเจนว่า “ปฏิเสธไม่ลง” เมื่อ ศุภชัย เจียรวนนท์ เอ่ยปากชวน รวมถึงการวางกลยุทธ์เพื่อทำให้ทรูรอดพ้นจากการเป็นแค่ “ท่อส่งข้อมูล” (Dumb Pipe) สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก นี่คือสรุปบทสัมภาษณ์ที่เข้มข้นที่สุดในสไตล์ Brand Inside

“ปฏิเสธไม่ลง” เพราะเสพติดความท้าทาย

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่กลับมาไทยอีกครั้ง ซิกเว่ตอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยพลังว่า เขาเป็นคนที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทายและเบื่อง่าย เขาชอบการเผชิญหน้ากับปัญหาและการทำ Transformation ดังนั้นเมื่อได้รับโอกาสให้กลับมาช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทรูและธุรกิจดิจิทัลในเครือ CP เขาจึงตอบตกลงทันที เพราะอุตสาหกรรมนี้กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงจากเทคโนโลยี AI และเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนั้น

ทำความเข้าใจ “เจ้านาย” ที่ชื่อว่าลูกค้าชาวไทย

ซิกเว่ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมลูกค้า ในอดีตค่ายมือถือแค่สร้างเครือข่ายและขายซิมลูกค้าก็มาหาเอง แต่ปัจจุบัน “ลูกค้าคือเจ้านาย” โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทยที่มีสถิติน่าทึ่ง

  • ออนไลน์วันละ 8 ชั่วโมง สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 5 ชั่วโมง
  • ใช้ดาต้า 30 GB ต่อเดือน มากกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบเท่าตัว (16 GB)
  • Adoption Rate สูง คนไทยรับเทคโนโลยี AI มาใช้เร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 2 เท่า

เขาย้ำว่าคู่แข่งที่แท้จริงของทรูในวันนี้ไม่ใช่แค่บริษัทโทรคมนาคมด้วยกัน แต่เป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Netflix, Google และ TikTok ที่มอบประสบการณ์ไร้รอยต่อจนลูกค้าไม่ต้องนึกถึง “เครือข่าย” อีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ “4 Big Moves” ปฏิรูปทรูสู่ Tech Company

เพื่อให้ทรูหลุดพ้นจากการเป็นแค่สาธารณูปโภค (Utility) เหมือนบริษัทไฟฟ้าที่คนนึกถึงแค่ตอนเปิดสวิตช์ไฟ ซิกเว่ได้วางกลยุทธ์ 4 เสาหลัก

  1. Customer Experience การส่งมอบประสบการณ์แบบ End-to-End ที่ต้องไร้รอยต่อ ในอุดมคติของเขาคือองค์กรไม่ควรต้องมีคอลเซ็นเตอร์ เพราะนั่นคือที่ที่ไว้รับสายเมื่อเกิดปัญหา แต่ประสบการณ์ที่ดีคือต้องไม่มีปัญหาตั้งแต่ต้น
  2. Growth from Value เปลี่ยนจากการเน้นเพิ่มจำนวนลูกค้า (Volume) เป็นการเพิ่มมูลค่า (Value) โดยเติบโตไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า เช่น บริการ Smart Home และ IoT ที่จะเปลี่ยนบ้านให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะ
  3. AI Everywhere ทรูต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “AI-Born” โดยนำ AI มาใช้ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อเป้าหมาย “No-touch operation” หรือการทำงานโดยไม่ต้องใช้คนควบคุม
  4. People & Culture ข้อที่ยากที่สุดคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ ไม่ใช่แค่มาทำงานเพื่อเงินเดือนหรือโบนัสเท่านั้น

“ผู้นำที่โง่ที่สุดในห้อง” ปรัชญาการบริหารแบบซิกเว่

การจะเปลี่ยนผ่านทรูเป็น Tech Company เป็นภารกิจที่ท้าทาย และเขาเลือกใช้แนวคิด “ผู้นำที่โง่ที่สุดในห้อง” มาเพื่อเปิดรับความคิดเห็นจากทุคน โดยเขาเปรียบตัวเองเป็นเหมือน “โค้ชฟุตบอล” ที่ไม่ต้องลงไปเล่นเอง แต่มีหน้าที่หาผู้เล่นที่เก่งที่สุดมาร่วมทีม ทำให้ทุกคนทำงานร่วมกันและพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย

  • Dumbest person in the room เขาเชื่อว่าผู้นำควรถ่อมตัวและกล้าแวดล้อมตัวเองด้วยคนที่ฉลาดกว่า เพื่อตั้งคำถามที่คนอื่นไม่กล้าถาม
  • Psychological Safety การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานกล้าพูด กล้าแสดงออก และแม้แต่กล้าทำผิดพลาด คือหัวใจของการทรานส์ฟอร์มวัฒนธรรมหลังการควบรวมกิจการ
  • Tight-Loose-Tight เขาเข้มงวดในเป้าหมาย ผ่อนปรนในวิธีการทำงานของพนักงาน แต่กลับมาเข้มงวดที่ผลลัพธ์อีกครั้ง

ความอดทนคือบทเรียนของ Gen Z และ Work-Life Balance

ในมุมมองต่อคนรุ่นใหม่ ซิกเว่มองว่าความท้าทายของ Gen Z คือความอดทนและ “Resilience” เขาตั้งคำถามว่าคนรุ่นใหม่แข็งแกร่งพอจะยืนหยัดในวันที่เจอปัญหาหนักๆ หรือไม่ เพราะความสำเร็จมักมาจากการทำงานหนักและไม่มีทางลัด

ส่วนเรื่อง Work-Life Balance นั้น เขาให้มุมมองที่ตรงไปตรงมาว่า “คุณอาจจะไม่ได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันเสมอไป” หากคุณคือคนทำงานที่ต้องการความก้าวหน้า หรือโดยเฉพาะคนที่ต้องการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น เช่น CEO คุณต้องพร้อมจะแลกเปลี่ยนและเสียสละบางส่วนของชีวิตส่วนตัวเพื่อเป้าหมายนั้น

Legacy มรดกที่อยากทิ้งไว้คือ “การเปลี่ยนแปลง”

ซิกเว่ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่เขาใช้สัมภาษณ์พนักงานเสมอว่า “คุณจะเล่าอะไรให้หลานฟังตอนอายุ 80?” สำหรับเขาคำตอบนั้นชัดเจนคือ “เขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น”

เขาจะไม่ยอมนั่งเสวยสุขจากความสำเร็จในอดีต แต่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วยความ “ระแวง” (Paranoid) ว่าตัวเองยังดีไม่พอ และต้องพัฒนาต่อไปในทุกวัน เพราะในท้ายที่สุด “คนที่มีความตื่นตัวระแวดระวังเท่านั้นที่จะอยู่รอด”

การกลับมาของซิกเว่ เบรกเก้ ไม่ใช่การประคองธุรกิจเดิม แต่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ในการเปลี่ยน “ทรู” ให้เป็นมากกว่าค่ายมือถือ ผ่านการใช้ AI และการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรเพื่อสู้กับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างเต็มตัว

ฟังการสัมภาษณ์ฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา