แบงก์ ING ยอมจ่ายค่าปรับ 879 ล้าน USD กรณีปล่อยให้ลูกค้าฟอกเงินผ่านบัญชี

หลายคนอาจจะเคยเห็นสัญลักษณ์รูปสิงโต ในนามของธนาคาร ING แบงก์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ที่เข้ามามีบทบาทในไทยในฐานะผู้ถือหุ้นของธนาคารทหารไทยหรือ TMB แต่ข่าวล่าสุดพูดถึงแบงก์ ING ว่ายอมควักเนื้อจ่ายค่าปรับให้ภาครัฐเพราะเขาตรวจเจอว่ามีการฟอกเงินผ่านบัญชีแบงก์

ภาพจาก Shutterstock

ING ยอมรับจ่ายค่าปรับกรณีหละหลวมปล่อยให้ลูกค้าฟอกเงิน

ธนาคารไอเอ็นจี  (ING) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ยินยอมจ่ายค่าปรับ และรายจ่ายอื่นๆ รวม 897 ล้านเหรียญสหรัฐ (โดยเงินส่วนหนึ่งจ่ายค่าชดเชยให้พนักงาน) เพราะยอมรับว่าเกิดความบกพร่องเชิงนโยบายในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน โดยทาง ING ออกมาบอกว่าปี 2010 และ 2016 มีลูกค้าบางรายใช้บัญชีธนาคารเพื่อการฟอกเงิน

Ralph Hamers chief executive ING บอกว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้น ธนาคารก็แสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ หลังจากนี้จะมีการเพิ่มมาตรการเข้มงวดเพื่อบริหารความเสี่ยงต่างๆให้ดีขึ้น และยืนยันว่ามาตรฐานการดำเนินงานธนาคารต้องอยู่ในระดับสูงตลอด

ภาพจาก Shutterstock

หลังแบงก์เจอเคสฟอกเงิน ต้องปรับตัวอย่างไร ?

หน่วยงานกำกับของเนเธอร์แลนด์สืบสวนพบว่า ยังไม่มีหลักฐานใดระบุว่าพนักงานของ IN G มีส่วนร่วมกับลูกค้าในการฟอกเงินครั้งนี้ โดยเคสความเสียหายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความบกพร่องของพนักงานคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารจัดการทั้งหมด

และหลังจากนั้น ฝั่ง ING เลยเริ่มใช้มาตรการกับอดีตพนักงานอาวุโสจำนวนมาก โดยดึงเงินทุนของคนกลุ่มนี้กลับมาตรวจสอบ (financial packages)

ในแถลงการณ์ของอัยการเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า เจ้าของบัญชีใช้แบงก์​ ING ในการฟอกเงินอย่างอิสระเป็นเวลาหลายปี ซึ่งทางธนาคาร ING ควรจะจับความเคลื่อนไหวบัญชีที่ผิดปกตินี้ได้ ดังนั้นจึงมีข้อสรุปส่งปรับธนาคาร ING ในการปล่อยปะละเลยครั้งนี้

“ING ควรจะรู้ถึงความผิดปกติของเงินที่ไหลเวียนผ่านบัญชีเหล่านั้น ว่าอาจจะมีต้นตอมาจากสิ่งผิดกฎหมาย”

สรุป

การฟอกเงินเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศที่รัฐบาล และธนาคารกลางต้องจับตามอง ที่สำคัญยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการและควบคุมดูแลของภาครัฐประเทศนั้นๆ โดยจุดสำคัญคือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นภาครัฐทำอย่างไร จะสืบสวน หรือพิสูจน์ความจริงให้ชัดเจนและรวดเร็วได้อย่างไร เพื่อให้มาตรฐานของประเทศไม่ต่ำลง และเปิดช่องให้คนอื่นไม่สามารถทำผิดเพิ่ม ไทยเราก็ควรจะชัดเจนในเรื่องนี้เช่นกัน

ที่มา BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา