
ในแต่ละปี กลุ่ม Gen Z ทยอยเรียนจบและก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ แน่นอนว่าย่อมมีแนวคิดและทัศนคติการทำงานบางอย่างที่แตกต่างจากก่อนหน้า ทำให้หลายบริษัทต้องหันมาปรับตัวและทำความเข้าใจอย่างจริงจัง
สิ่งที่ Gen Z มองหาจากองค์กรแตกต่างกับเจเนอเรชั่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ผลสำรวจจาก บริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้บอกเราถึงผลสำรวจแนวคิดการทำงานของคนกลุ่มนี้ ตั้งแต่การเลือกสถานที่ทำงาน การให้ความสำคัญ และแนวคิดการทำงานในอนาคต
ด่านแรกของการเป็นพนักงานเต็มตัว คือจะเลือกว่าจะยื่นใบสมัครที่ไหน GenZ ที่จะก้าวมาเป็นพนักงานส่วนใหญ่ เมื่อต้องเลือกองค์กรสักที่ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความยืดหยุ่น (54%) คล่องตัว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทำให้องค์กรที่มีกฎระเบียบเข้มงวด รวมไปถึงข้อบังคับที่ไม่ยืดหยุ่นอาจไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่
ที่สำคัญก็คือ คนกลุ่มนี้ไม่ได้มอง ‘ความยืดหยุ่น’ เป็นแค่สวัสดิการเพิ่มเติมของบริษัท แต่เป็น ‘มาตรฐาน’ ที่ควรจะมีอยู่แล้วด้วยซ้ำ
เหตุผลในการเลือกสถานที่ทำงานรองลงมา ก็คือการทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจน ไม่ทับซ้อนหรือชวนสับสน (25%) และสุดท้ายก็คือการทำงานเป็นทีม (17%) เป็นสิ่งที่กลุ่มนี้มองหาเป็นอันดับที่สาม
ในด้านของการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในการทำงาน พนักงาน Gen Z ครึ่งหนึ่ง (50%) มองว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ก็คือการลงมือทำจริง เรียนรู้จริงจากการทำงาน รองลงมาคือการมีพี่เลี้ยง (25%) และอันดับ 3 คือการเข้าร่วมเวิร์กช็อปและสัมมนา (17%) ขณะที่การลงเรียนคอร์สภายนอกน่าสนใจน้อยที่สุด
เป็นไปได้ว่า การเรียนรู้จากเนื้องานโดยตรง ก้าวผ่านความผิดพลาด แก้ไข และเก็บประสบการณ์จริง อาจได้ผลในการเรียนรู้งานมากกว่าการลงคอร์สแบบกว้างๆ

โจทย์ของนายจ้าง เมื่อ Gen Z เกินครึ่งไม่ได้มองการทำงานระยะยาว
ที่น่าสนใจในผลสำรวจนี้ก็คือ พนักงาน Gen Z เกินกว่าครึ่ง (56%) คาดว่าตนเองจะลาออกจากที่ทำงานปัจจุบันภายใน 1-2 ปีนี้ และมีเพียง 27% เท่านั้น ที่คาดว่าจะทำงานที่เดิมไปอีก 3-5 ปี กลายมาเป็นความยากของบริษัทว่าจะหาทางรับมือยังไง ในการรักษาพนักงานกลุ่มนี้เอาไว้
สำหรับ Gen Z เอง การตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือโอกาสในการเติบโตและก้าวหน้า (52%) หากดูแล้วว่ายังไงก็ไม่มีโอกาสโต หรือไม่สามารถพาไปข้างหน้ามากกว่านี้ได้ ก็เป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ Gen Z จะเลือกมองหาที่ใหม่ที่มีโอกาสไปได้ไกลมากกว่า
ในขณะที่เรื่องของวัฒนธรรมองค์กร ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน 24% ของคนวัยนี้อยากไปต่อกับองค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตรงใจ ขณะที่ความยืดหยุ่น แม้ว่าจะเป็นเหตุผลอันดับ 1 ในการเลือกสมัครงาน แต่การรั้งให้ทำงานต่อไปอย่างยืดยาว มีความสำคัญอยู่ในอันดับที่ 3 (20%)
นอกจากนี้ งานที่ไม่ทำให้เสียสุขภาพกายและสุขภาพจิต ยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคน Gen Z อีกด้วย
ยากแค่ไหน ก็อยากมี Gen Z อยู่ดี
Gen Z คือเจนที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี จุดแข็งของพวกเขาเลยก็คือความคล่องตัวและความเคยชินกับโลกดิจิทัล บวกกับความคิดสร้างสรรค์ฉบับคนรุ่นใหม่ ความได้เปรียบนี้เองคือสิ่งที่นายจ้างยากจะปฏิเสธ
ศักยภาพของ Gen Z คือสิ่งที่องค์กรพร้อมจะลงทุน หลักฐานคือองค์กรมากกว่า 72% บอกว่า ยังเปิดรับการจ้างพนักงาน Gen Z อยู่ เหตุผลสำคัญนอกเหนือจากความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ที่เราบอกไปข้างต้น ก็คือการเป็นคนเชื่อมต่อช่องว่างระหว่างวัย
แต่ขณะเดียวกัน ‘ความแตกต่าง’ ระหว่างวัยก็ไม่ใช่เรื่องที่รับมือได้ง่ายๆ หรือเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน ทำให้แม้จะต้องการคนรุ่นใหม่มาเติมไฟในที่ทำงาน แต่ 44% ของระดับผู้จัดการ ก็ยังคงมองว่านี่คือ Gen ที่บริหารจัดการได้ ‘ยาก’ อยู่
ไม่ว่าจะจากความคาดหวังของนายจ้างที่ยังไม่ตรงกัน การสื่อสารที่นิยมคุยผ่านช่องทางดิจิทัล ที่ถึงแม้จะรวดเร็วและสะดวกสบาย แต่ขณะเดียวกันอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือแม้แต่การที่ Gen Z ถูกมองว่าขาดทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล จนนายจ้างเกิดความกังวลในการทำงานเป็นทีม
ทุกวันนี้เราพูดถึงค่านิยมการทำงานของ Gen Z มาไม่น้อยเลย หากเราจะลองเทียบคร่าวๆ ในปี 2569 นี้ เรามีพนักงาน Gen Z มาแล้ว 5-6 ปีด้วยกัน แต่การพูดคุยถึงการทำงานของคนวัยนี้ ดูเหมือนจะยังไม่จบไม่สิ้น
เราคงบอกได้ว่า ในเมื่อนายจ้างยังพร้อมลุยไปกับ Gen Z สิ่งที่สำคัญเลยคือการสร้างพื้นที่ที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างช่วงวัย การปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์กรที่พร้อมสำหรับการทำงานในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นก็ดี การสื่อสารก็ดี ไปจนถึงการเปิดรับความแตกต่างที่หลากหลาย ก็เป็นสิ่งที่องค์กรจะต้องทบทวนเพื่อปรับการทำงานให้ไปด้วยกันได้เช่นกัน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา
