เทรนด์ร้านอาหาร “สเปเชียลิตี้สโตร์” บริการคนโสด นั่งเม้าท์มอยกับเพื่อน หวานกับคนรัก เกิดใหม่เพียบ

เป็นเทรนด์ธุรกิจร้านอาหารที่น่าจับตามองอย่างมาก “สเปเชียลิตี้สโตร์” ต่อไปในไทยจะร้านอาหารสำหรับคนโสด นั่งเม้าท์มอยกับเพื่อน หวานซึ้งกับคนรัก เป็นสิ่งที่ร้านอาหารต้องเซ็กเมนต์ลงลึกไปถึงความต้องการให้มากขึ้น 

ร้านอาหารคนโสดที่แยกการนั่งกินแบบคนเดียว

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เล่าว่า ความท้าทายการทำธุรกิจอาหารในปี 2563 พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไว แบรนด์จึงต้องเข้าใจผู้บริโภค เดิมทีเคยเซ็กเมนต์ผู้บริโภคตามอายุหรือเพศ แต่ตอนนี้การทำตลาดคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว แต่ละคนมีความแตกต่างกัน

การทำธุรกิจอาหารเทรนด์ต่อไปความหลากหลายของผู้บริโภค ร้านอาหารจะต้องลงลึกสเปเชียลิตี้สโตร์ หรือร้านอาหารสำหรับคนโสด ร้านอาหารที่นั่งกินกับเพื่อน หรือกระทั่งกินกับคนรัก

ขณะที่เมนูอาหารจะมีการดีไซน์ให้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เหมาะแต่ละช่วยวัย โดยเฉพาะอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งอีก 4 ปีข้างหน้าไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะมีจำนวนผู้สูงอายุคิดเป็น 10% ของจำนวนประชากรในประเทศ  ซึ่งต่อไปร้านอาหารจะมีความพิเศษเฉพาะมากยิ่งขึ้นเพื่อลงลึกถึงความเฉพาะความต้องการของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้เทรนด์อาหารที่คาดว่าจะมาแรงนับจากปี 2563 สุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) เล่าในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจแพกเกจจิ้งให้กับเครื่องดื่มและอาหารว่า อาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่มพร้อมดื่มยุคใหม่ การเพิ่มคุณโภชนาการ เช่น มีโปรตีนสูง โดยเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตเพิ่มขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีการลงทุนในโปรตีนทางเลือกเป็นครั้งแรก กับ ฟลายอิ้ง สปาร์ค ผู้ผลิตโปรตีนจากตัวอ่อนแมลงเพื่อเป็นโปรตีนทางเลือกที่ยั่งยืนและอุดมไปด้วยสารอาหาร

การกินอาหารคลีน (Clean Food)

การกินอาหารคลีน (Clean Food) คือการกินอาหารที่ลดกระบวนการมากมายในการผลิตให้น้อยที่สุด ลดเครื่องปรุง เปรี้ยว เค็ม หวาน อาหารหมักดอง โดยเลือกแต่สารอาหารที่ร่างกายต้องการ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน จะเป็นเทรนด์อาหารที่มาแรงด้วยเช่นเดียวกัน อาทิ นมอัลมอนด์

เครื่องดื่มโลว์ซูการ์และไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จนทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องให้ความสำคัญ ในปีนี้จะเห็นว่ามีเครื่องดื่มหลายแบรนด์ที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณน้ำตาลลดลง

“goodmood” แบรนด์เครื่องดื่ม“ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย)  โดยมีปริมาณน้ำตาลต่ำอยู่ที่ 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร พลังงาน 130 กิโลแคลอรีต่อขวด หรือกระทั่ง “เนสท์เล่ เพียวไลฟ์” ออกเครื่องดื่มสปอร์คกลิ้งออกมาให้พลังงาน  0  กิโลแคลอรีต่อขวด

สรุป

นอกจากคนจะมีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันแล้ว อารมณ์ที่เกิดขึ้นของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน ธุรกิจร้านอาหารแข่งขันกันอย่างรุนแรงนอกจากในเรื่องของอาหารแล้ว ยังต้องตอบโจทย์ทางด้านอารมณ์ของคนกินด้วย  ซึ่งมีทั้ง โสด เศร้า เหงาและรัก หรืออยากกินกับเพื่อน ร้านอาหารในรูปแบบดังกล่าวยังมีช่องทางให้ทำตลาดอีกมาก จากปกติร้านอาหารจะมุ่งเน้นเจาะกลุ่มครอบครัวหรือสังสรรค์กับเพื่อนเป็นหลักมากกว่า

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา