ช่วงนี้บริษัทหน้าใหม่ต่างกำลังก้าวเข้ามาในวงการเงิน โดยหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ ก็พยายามสนับสนุนด้วยการให้ใบอนุญาตธนาคารกับบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการทางการเงิน เพื่อเป็นการให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตและเกิดการจ้างงานมากขึ้น

ตอนนี้ทั้ง Office of the Comptroller of the Currency หรือ OCC และ Federal Deposit Insurance Corporation หรือ FDIC กำลังหาช่องทางออกใบอนุญาตคล้ายธนาคารให้บริษัทฟินเทค เพื่อเปิดช่องทางในการขยายผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต
แต่แม้ว่าบริษัทฟินเทคจะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจการเงิน บริษัทเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบจ่ายเงิน, ระบบการชำระหนี้ หรือเครื่องมือของอื่น ๆ ของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เลย เนื่องจากเจ้าหน้าที่เฟดกังวลว่าบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้ว่าจะไม่มีเครื่องมือในการจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ หรือการปกป้องลูกค้าในลักษณะเดียวกับธนาคาร
เกร็ด: เฟดหรือ Federal Reserve นั้นมีหน้าที่เป็นธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่ของเฟดนั้นจะเป็นคนที่ส่งเข้ามาจากสถาบันการเงินในหลาย ๆ แห่งจากหลาย ๆ รัฐที่เป็นสมาชิกของเฟด ดังนั้นเฟดจึงไม่ได้ขึ้นกับภาครัฐของสหรัฐฯ
ปัจจุบัน บริษัทอย่าง PayPal หรือ LendingClub นั้นมีลูกค้านับล้านคนที่ใช้บริการ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ดึงดูดลูกค้าด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าธนาคาร โดย OCC และ FDIC ระบุว่าบริษัทเหล่านี้สามารถขยายการให้บริการทางการเงินได้มาก เนื่องจากการใช้โมเดลราคาถูกทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงคนระดับที่ไม่ใหญ่พอจะใช้บริการกับธนาคารขนาดใหญ่
แต่ทั้งนี้ บริษัทฟินเทคบางแห่งระบุว่าพวกเขาจะต้องทุ่มทรัพยากรเพื่อการขอและรักษาใบอนุญาต OCC เพื่อให้ประกอบธุรกิจทางการเงินได้ แต่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะลดลงได้มากถ้าเฟดให้พวกเขาใช้ระบบชำระเงิน ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องพึ่งธนาคารเป็นตัวกลางในเส้นทางการเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายของการใช้ธนาคารเป็นตัวกลางนี้ถือเป็นหนึ่งในห้าค่าดำเนินการที่สูงมากของบริษัทฟินเทคหลายแห่ง ถ้าลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้จะทำให้บริษัทฟินเทคมีอำนาจในการแข่งขันมากขึ้น
แต่ฝั่งธนาคารเองก็ไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าบริษัทฟินเทคควรจะเข้าถึงระบบเฟดได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาสามารถปฏิบัติตามกฎเดียวกับที่ธนาคารปฏิบัติได้ โดย Paul Merski รองประธานบริหารของ Independent Community Bankers of America ระบุว่า “คุณคงไม่อยากให้ใบอนุญาตใหม่ที่หลีกเลี่ยงกฎและข้อกำหนดที่มีอยู่ และเรียกมันว่านวัตกรรม”
ปัจจุบัน ผู้มีอำนาจทางกฎหมายของรัฐต่างก็คอยสำรวจบริษัทฟินเทคอยู่เรื่อย ๆ โดยโฟกัสไปที่การปกป้องลูกค้า อย่างเช่นอัตราดอกเบี้ย, ความเป็นส่วนตัว และการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งบางรัฐกำหนดให้บริษัทเหล่านี้ต้องทำตามกฎหมายป้องกันการฟ้องเงิน, ส่งแผนธุรกิจ หรือเปิดให้มีการตรวจสอบแบบ on-site ด้วย

จากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่ 2010-2017 มีบริษัทฟินเทคเกิดขึ้นแล้วกว่า 3,300 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่เฟดกังวลว่าผู้เล่นหน้าใหม่เหล่านี้จะชอบการเติบโตมากกว่าการจัดการความเสี่ยงหรือความรู้ด้านการควบคุม
เจ้าหน้าที่เฟดบางคนก็กังวลว่า การปล่อยให้บริษัทฟินเทคเข้าถึงระบบชำระเงินของเฟดได้ง่าย ๆ หมายความว่าถ้าบริษัทฟินเทคล้มละลาย, มีเหตุการณ์ข้อมูลรั่ว ก็จะเกิดเป็นความเสี่ยงไปทั้งระบบ และผลสุดท้ายผู้บริโภคก็จะต้องรับกรรม
ส่วนฝั่งฟินเทคก็โต้ว่า การเติบโตนี้สะท้อนว่าพวกเขาต้องการเข้าถึงบริการของธนาคาร และหมายความว่าพวกเขาพร้อมแล้วในการทำตามกฎหรือเงื่อนไขของภาครัฐหรือเจ้าของระบบ
สรุป
การเติบโตของฟินเทคจะยิ่งทำให้เกิดความต้องการในการใช้ระบบของธนาคารมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบริษัทฟินเทคก็จะต้องทำให้เฟดมั่นใจให้ได้ด้วยเช่นกันว่า บริษัทจะไม่สร้างความเสี่ยงเชิงระบบให้ระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ส่วนเฟดเองก็อาจต้องพิจารณาในการเปิดให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาใช้งานระบบของเฟด โดยที่ยังคงรักษาความเชื่อมั่นของระบบธนาคารแบบเดิมไว้ให้ได้
ที่มา – Reuters
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา