เทรนด์สวัสดิการปี 2020 ทำงานได้ทุกที่ ดูแลหนี้และการเงิน ใส่ใจสุขภาพและครอบครัวพนักงาน

การทำงานยุคใหม่จะเน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานมากขึ้น ทั้งเพื่อรักษาคนทำงานดีๆกลุ่มเดิมให้ทำงานกับบริษัทต่อไป และเพื่อดึง Talent ใหม่ๆ ให้มาร่วมผลิตผลงานดีๆ ให้กับบริษัท สิ่งหนึ่งที่บริษัทมักเสนอคือผลประโยชน์หรือสวัสดิการที่คนทำงานจะได้รับ และนี่คือเทรนด์สวัสดิการปี 2020

  1. จ่ายได้ทุกรูปแบบ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานยุคใหม่

ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ถือเป็นยุคที่คนทำงานมีความต้องการยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้เราเห็นเทรนด์การโอนเงินแบบ peer-to-peer สูงขึ้น (คือการโอนเงินหรือการชำระเงินทางตรงผ่านอิเล็กทรอนิกส์จากบุคคลหนึ่งไปบุคคลหนึ่ง เช่น การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน)

ผู้คนทุกวันนี้มีความต้องการให้มีการตอบสนองทางการเงินที่เร็วขึ้น ทางเลือกสวัสดิการที่น่าสนใจคือ นำเสนอให้คนทำงานได้รับค่าจ้างในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น สะดวกมากขึ้น ไม่ใช้วิถีแบบเก่าๆ เช่น โอนเงินเข้าในวันเงินเดือนออกที่เร็วกว่าสถานที่ทำงานทั่วไป 

เช่น ทั่วไปได้รับเงินเดือนทุกวันสิ้นเดือน ก็เปลี่ยนเป็นได้รับเงินเดือนก่อนสิ้นเดือน 5 วันคือทุกวันที่ 25 หรือรับเงินเป็นรอบคือ กลางเดือนครึ่งหนึ่ง ปลายเดือนอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อตอบโจทย์การใช้เงินของคนยุคใหม่ หรือการใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชีแบบไม่ต้องรอระบบเคลียริ่งเช็ค หรือมีระยะเวลาในการขึ้นเงิน เป็นต้น 

  1. สามารถไปนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ จะ Work from Home หรือจะ Work from Beach ได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้งานบรรลุผล 

รายงานจาก SHRM (Society for Human Resource Management) เผยข้อมูลประเด็น Employee Benefits ระบุว่า ปี 2019 องค์กรที่ปล่อยให้พนักงานทำงานจากที่บ้านมีมากถึง 69% โดย Michelle Armer หัวหน้าฝ่าย People จากเว็บไซต์หางาน Career Builder ระบุว่า “การ Work from Home นี้จะขยายตัวมากขึ้นในปี 2020” 

“ค่าครองชีพแต่ละเมืองในสหรัฐฯ ก็มีอัตราที่สูงมาก สิ่งเหล่านี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการ Work from Home” 

“เราจะเห็นผู้คนย้ายออกจากตัวเมืองมากขึ้น พวกเขาอยากมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจากความแออัดที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองแบบเดิม” นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่า คนที่ถูกจ้างภายใต้บริษัทที่มีนโยบายยืดหยุ่นเช่นนี้ จะทำให้พนักงานสามารถพัฒนาตัวเองให้ฉลาดมากขึ้นได้และยังช่วยลดต้นทุนให้บริษัทจากการ Work from Home อีกด้วย

  1. ขยายผลประโยชน์ในการรักษาพยาบาลให้พนักงานมากขึ้น 

การให้บริการหรือให้ความดูแลเรื่องสุขภาพนี้ยังเป็นสวัสดิการอันดับ 1 ที่ผู้คนให้ความสนใจ ในปี 2020 นี้ การดูแลเรื่องสุขภาพพนักงานนี้จะครอบคลุมไปถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต พฤติกรรม และอารมณ์ความรู้สึกของพนักงานด้วย 

ทั้งนี้ Liz Supinski ผู้อำนวยการด้าน Data Science แห่ง SHRM พูดถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลจากบุคลากรทางการแพทย์หรือหมอสามารถให้คำปรึกษาได้ผ่าน video conference นี้เรียกว่า Telemedicine หรือ Telehealth มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 

Liz บอกว่า การให้หมอวินิจฉัยโรคผ่านวิดีโอคอล ผ่านการโทรศัพท์ ใช้เวลาในการดำเนินการไม่กี่ชั่วโมง นี่เป็นสวัสดิการที่ควรจัดหาให้พนักงานอย่างยืดหยุ่นและเร็วที่สุด เพราะต้นทุนต่ำ การวิจัยในปี 2019 พบว่ามีองค์กรหลายแห่งที่เสนอสวัสดิการด้านนี้แก่พนักงานแล้วกว่า 72% 

Photo : Shutterstock
  1. จงรักษาความหลากหลายในทีมและหาบาลานซ์ 

ประเด็นนี้ เขาก็พูดถึงสถานที่ทำงานควรมีความเท่าเทียมในทีมให้มากขึ้น ซึ่งเทรนด์ในปี 2020 จะเห็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน การฝึกฝนพนักงาน ไปจนถึงการพัฒนาในตัวบุคลากรนั้นๆ 

จากนั้นก็ยกตัวอย่าง การใช้ AI เข้ามาช่วยในการคัดกรอง resume หาคนเข้าไปทำงาน และคัดสรรคุณสมบัติแต่ละคนในทีมเพื่อบาลานซ์จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละคน เป็นต้น

  1. เปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาตัวเอง ตามแบบฉบับของตัวเองมากขึ้น 

CNBC ได้ทำการสำรวจดัชนีความสุขในที่ทำงาน (Workplace Happiness Index) พบว่า คนที่มีโอกาสได้พัฒนาทักษะตามอาชีพหรือตามสายงานที่ตัวเองเป็น มีความสุขกว่าพวกที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าเสียอีก 

มีการสำรวจในบริษัทที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาพบว่า เป็นช่วงที่อยู่ในสถานการณ์ที่ขาดแคลน Talent หรือขาดแคลนคนเก่ง สิ่งที่พนักงานหลายคนคาดหวังคือความต้องการ Upskill หรือเพิ่มพูนทักษะความรู้เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการ Reskill คือการเพิ่มทักษะใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

  1. ช่วยจัดการปัญหาทางการเงิน “หนี้” ให้พนักงาน 

อย่างที่รู้กันดีว่าสหรัฐฯ ประสบปัญหาหนี้การศึกษาเยอะ ประเทศไทยก็เช่นกัน หนี้การศึกษา หนี้ กยศ. ก็เป็นภาระหนักอึ้งที่คนทำงานหลายๆ คนแบกรับไว้ สิ่งที่องค์กรต่างๆ จะปรับตัวเพื่อช่วยเหลือพนักงานเรื่องนี้คือ มีการช่วยทำให้ชำระหนี้ได้โดยตรงมากขึ้น 

รูปแบบคล้ายกับการหักบัญชีเงินเดือนของลูกหนี้ กยศ. ในไทย ที่มีการหักเงินชำระหนี้จากเงินเดือนโดยอัตโนมัติแบบที่มีการผ่อนจ่ายต่องวดในอัตราที่ต่ำ เป็นต้น

Photo : Shutterstock
  1. ช่วยดูแลการจัดการทางการเงินให้พนักงานเพิ่มขึ้น 

รายงานจาก Bank of America พบว่า 53% ของบริษัทมีโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่พนักงานมากขึ้น อาทิ การเสนอให้มีการจัดการทางการเงิน เช่น ให้มีการออม การจัดการเพื่อกำหนดงบประมาณในการใช้เงิน การจัดการหนี้โดยผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนทางการเงิน 

  1. ดูแลวางแผนเพื่อครอบครัวพนักงานมากขึ้น

การสนับสนุนให้พนักงานมีแผนการในการดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกๆ การดูแลเพื่อการอุ้มบุญ การดูแลลูกบุญธรรมไม่ว่าจะเป็นครอบครัวแบบไหนก็ตาม

  1. การดูแลพนักงานที่มีพ่อแม่สูงวัยมากขึ้น 

รายงานจาก SHRM พบว่าอัตราการดูแลพ่อแม่ของพนักงานที่สูงวัยมากขึ้นเพิ่มขึ้นจากปี 2015 ที่มีเพียง 6% เพิ่มเป็น 10% การให้สวัสดิการด้านนี้ เช่นการให้เวลาแก่พนักงานไปดูแลสมาชิกในครอบครัวที่มีอาการป่วยไข้ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่พนักงานที่มีปัญหาทางการเงิน ให้สิทธิในการลางานมากขึ้น

ดังนั้น “One-size fits all จึงไม่ใช่เรื่องตอบโจทย์พนักงานอีกต่อไป”

ที่มา – CNBC, VSee 

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา