ทำความรู้จักเพื่อนบ้าน CLMV ว่าตอนนี้เศรษฐกิจดีไหม น่าเข้าไปลงทุนหรือเปล่า?

ไม่ว่าจะรัฐบาลหรือ นักวิเคราะห์หลายค่ายมองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตดี (?) ทั้งปี 2561 คาดว่า GDP จะอยู่ที่ 4.4-4.5% ซึ่งถือว่าโตดีกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เพราะเครื่องยนต์หลักอย่างการลงทุนของภาครัฐเดินหน้าเต็มที่ ส่งออกก็โต แถมมีข่าวดีเรื่องการเลือกตั้งไทยอีก

แต่ถ้ามาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านล่ะ เศรษฐกิจไทยเราเติบโตดีจริงหรือ ?

ปีนี้ GDP ไทยจะโต 4.5% แต่เศรษฐกิจ CLMV เขาโตเฉลี่ย 6-7%

ข้อมูลจากศูนย์วิจัย EIC ของธนาคารไทยพาณิชย์บอกว่า ปีนี้เศรษฐกิจโลกแม้จะผันผวน แต่กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ยังเติบโตโดดเด่นที่ 67% ปัจจจัยสนับสนุนหลักได้แก่

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการ Belt and Road Initiative ที่เป็นการลงทุนจากจีน
  • การส่งออก ครึ่งปีแรก 2561 ขยายตัวดีโดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้าทรัพยากรธรรมชาติ และสินค้าอุตสาหกรรมเบา
  • การท่องเที่ยว เติบโตต่อเนื่อง

แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองหลังจากนี้คือ ภาวะการเงินโลกที่เริ่มตึงตัวขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจประเทศ CLMV ที่อาศัยเงินทุนจากต่างประเทศอยู่เยอะ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะขาเสถียรภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันให้เงินสกุลท้องถิ่นต่างๆ อาจจะอ่อนค่าลง ดังนั้นการชำระหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศก็น่าจะลดลงด้วย

ต่างชาติสนใจลงทุนกัมพูชา-เวียดนาม รับเทรนด์ท่องเที่ยว ส่งออกโต

ด้านกัมพูชาครึ่งแรกของปี 2561 เศรษฐกิจหลักอย่างการท่องเที่ยว การก่อสร้าง การผลิต การส่งออกยังเติบโตดีและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะเดียวกันการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อีกท้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ปี 2561 นี้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโต 6.9% จากการขยายตัวที่ค่อนข้างกระจายตัวในภาคเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แต่ต้องจับตาการเริ่มชะลอตัวของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เพราะค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นต่อเรื่องทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

ในส่วนของเวียดนาม สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง เพราะครึ่งแรกของปี 2561 การส่งออกเติบโต 16% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เช่น สินค้าโทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วนว ส่วนภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่เป็นตัวหลักเติบโตได้ดีที่ 6.9% และ 9.1% ตามลำดับ

โดยปี 2561 คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตประมาณ 6.6% โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองคือ สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ หากตึงเครียดมากขึ้นจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกของเวียดนามที่มีจีนเป็นลูกค้าหลัก

ภาพจาก Shutterstock

จับตาปัญหาค่าเงินสปป.ลาว-เมียนมา อ่อนค่า

ในส่วนของสปป. ลาว เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีความเปราะบาง จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องและทุนสำรองระหว่างประเทศที่ต่ำ รวมถึงการขาดดุลการคลังอยู่ในระดับสูง ทำให้ สปป.ลาวต้องพึ่งพาเงินกู้จากต่างประเทศ จนปี 2560 ที่ผ่านมามีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 61% ของ GDP และมีหนี้ต่างประเทศที่ 114% ของ GDP ถือว่าแตะระดับค่อนข้างสูงทั้งคู่

แต่เศรษฐกิจสปป. ลาวปี 2561 คาดว่าจะโตที่ 6.8% ส่วนหนึ่งโตจากการผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 11% ของ GDP และมีส่วนช่วยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจประมาณ 2.5%

ภาพจาก Shutterstock

ด้านเมียนมา ค่าเงินจ๊าดอ่อนค่าอย่างรุนแรงและต่อเนื่องเพราะ 3 ปัจจัย 1) เมียนมาขาดดุลการค้า 2) เงินลงทุนจากต่างชาติลดลง 3) การขาดแคลนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในประเทศ เลยอาจสร้างแรงกดดันด้านราคาแก่สินค้านำเข้าและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ในสกุลเงินตราต่างประเทศได้

ส่วนเศรษฐกิจของเมียนมาในปีงบประมาณ 2561/2562 คาดว่าจะโต 7% เพราะมีปัจจัยบวกจากภาคการเกษตร  การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่ขยายตัว แต่การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติและการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวน้อยเพราะนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ชัดเจนรวมถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ 

สรุป

หลายนักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจไทยเราควรจะโตอย่างน้อย 5% ดังนั้นที่ปีนี้ไทยจะโต 4.5% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพของไทย โดยเฉพาะถ้ามองจากพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV ที่โตเฉลี่ย 6-7% ซึ่งเราอาจต้องหวังว่าการเมือง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีหน้า จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นเรื่อยๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา