โลกแห่ง Disruption กับ Learning Culture ที่จำเป็นต่อการอยู่รอด

“คนที่ไม่รู้หนังสือในศตวรรษที่ 21 จะไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่จะหมายถึงผู้ที่ไม่สามารถเรียนรู้ ละทิ้งความรู้เดิม แล้วเริ่มเรียนรู้ใหม่ต่างหาก” นี่คือคำกล่าวของ Alvin Toffler นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกา

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า โดยปกติคนไม่ชอบอยู่ในภาวะของ “ความไม่รู้” ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน แต่ในขณะเดียวกันคนเราก็ไม่สามารถรู้ได้ทุกเรื่อง เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค disruption นั่นแปลว่า หนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาวะของความไม่รู้ก็คือ การหมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

แต่ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนรู้ที่มีความสำคัญ เรื่องของการละทิ้งสิ่งที่เราเคยเรียน เคยเข้าใจมาก็สำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งในปัจจุบันเราพบว่าความสำเร็จในอดีตหลายๆ อย่างไม่ได้เป็นตัวการันตีถึงความสำเร็จในอนาคต

คุณอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (South East Asia Center) ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “เรื่อง Learn Unlearn Relearn ถือเป็นเรื่องสำคัญ เป็นแก่นรากของการสร้างและพัฒนา Lifelong Learning Ecosystem ซึ่งเป็นหนึ่งในคัมภีร์สุดยอดที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ ต้องเข้าใจ และเริ่มปฎิบัติ ซึ่งแปลว่าทุกคนต้องกล้าเริ่มทำอะไรต่างๆ บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า เราไม่รู้อะไรเลย ต้องไม่ ติดกับดักตัวเอง ยึดติดความสำเร็จหรือแนวทางเดิมๆ จนไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที”

เพราะเหตุใดเรื่อง Learn Unlearn Relearn ถึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับยุค disruption?

ต้องรู้ก่อนว่า Learn Unlearn Relearn จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนเรียนรู้อยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่ในทุกการกระทำ แต่เราอาจไม่ได้พิจารณาอยางท่องแท้เท่านั้นเอง ซึ่งปัจจุบัน ทำไมคำว่า Learn Unlearn Relearn ถึงเป็นเรื่องที่หลายคนพูดถึง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าในอดีตเราไม่เคยคิดว่ารถจะขับเองได้ ใครจะไปคิดว่าเราจะไปซื้อของโดยไม่พกเงินสดติดตัวได้ หรือใครจะไปคิดว่าพ่อค้าแม่ค้าในยุคดิจิตอลจะใช้ QR Code เพื่อจับจ่ายโอนเงินกันแล้ว

พูดง่ายๆ คือโลกของเราหมุนเร็วขึ้น เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นมาก ยิ่งเราอยู่ในยุค Disruption ที่มีแต่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ อยู่เสมอ หรือไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ วิถีชิวิตของคนเราเปลี่ยนไป รูปแบบการบริโภคพลิกโฉมมากกว่า 360 องศา สรุปคือว่าวันนี้เราไม่ได้อยู่ในสภาพเดิม และเราจะอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากกระแส Disruption ส่งผลกระทบต่อเราในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ เรื่องชีวิตส่วนตัว หรือเรื่องการดำเนินธุรกิจ การทำงาน นั่นแปลว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้เราอยู่รอดหรือยิ่งไปกว่านั้นคือเติบโตในทุกๆ มิติ สิ่งจำเป็นและเร่งด่วน คือ เราต้องรู้จักที่จะ Learn Unlearn และ Relearn

ในความเป็นจริง การเรียนรู้นั้นไม่ใช่เพียงแค่การใส่ข้อมูลความรู้เข้าไปแค่อย่างเดียว หากแต่การเรียนรู้ที่ถูกต้องประกอบไปด้วย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (Learn) การไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเรียนรู้มา หรือกล้าลบสิ่งเดิมๆ ทิ้งไป (Unlearn) และการเรียนรู้สิ่งที่เคยรู้ด้วยมุมมองใหม่ๆ (Relearn) ทั้งนี้ขั้นตอน Unlearn และ Relearn มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะว่าเคล็ดลับของการเรียนรู้ที่จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือความเต็มใจและยินดีที่จะยอมละทิ้งสิ่งที่เคยเรียนรู้มา แล้วลองค้นหาวิธีการใหม่ๆ มาทดแทน แม้ว่าวิธีการนั้นๆ จะเคยนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีก็ตาม

หรืออาจกล่าวได้ว่า Learn หรือ การเรียนรูคือการหาความรู้เพิ่มเติมหรือการรับรู้ข้อมูลบางอย่างผ่านการสังเกต การอ่านการได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หรือการเรียนรู้ที่ผ่านวิธีการอื่นๆ อย่างการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นระหว่างกัน การแชร์ประสบการณ์ การวิเคราะห์และตกผลึกความคิดร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เราเกิดและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทุกเหตุการณ์ในชีวิตต่างมีสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้ เมื่อเราได้เรียนรู้สิ่งใดเป็นครั้งแรก เราจะให้ความสนใจที่จะเรียนรู้เพื่อให้ได้มุมมองที่กว้างขึ้นและได้ข้อสรุปในสิ่งนั้น

Unlearn คือการไม่ยึดติด ละทิ้งสิ่งที่เคยรู้มา พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรายอมเปิดรับมุมมองใหม่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว โดย unlearn นับเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม unlearn ไม่ได้หมายความเพียงแค่การลืมสิ่งที่เคยรู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฏิเสธความเชื่อของตนที่เคยยึดถือปฏิบัติมาก่อนหน้านี้ หรือเลิกยึดติดกับทฤษฎีที่ใช้กันมายาวนาน และก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องละทิ้งประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งหมดหรือบอกว่าวิธีการที่เราใช้มาในอดีตนั้นไม่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จได้อีกต่อไปแล้ว แต่หมายถึงการกระตุ้นให้เราหมั่นเปิดรับแนวทางที่แตกต่างออกไปในการทำสิ่งต่างๆ

Relearn คือการเรียนรู้สิ่งที่เราเคยรู้แล้วด้วยมุมมองใหม่ และตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ที่เราได้รับจากมุมมองนั้นๆ นั่นแปลว่าคนเราสามารถเรียนรู้บางอย่างในแง่มุมใหม่ได้เสมอ และเราสามารถพัฒนาความรู้และทักษะของเราได้ตลอดเวลา

เมื่อเข้าใจดังนี้แล้วจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ยากที่สุดใน 3 ประเด็นนี้ คือ ทักษะในเรื่องของการ unlearn เพราะหลายๆ ครั้งคนเราอาจจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจทำตัวเหมือนเป็นน้ำที่เต็มแก้ว ถึงแม้ว่าเราจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ มา แต่ทว่าเรายังคงกลับไปใช้กระบวนการเดิม ซึ่งแปลว่ามันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะ Learn อะไรใหม่ๆ

เพราะเหตุใด Apple จึงยังคงเป็นบริษัทชั้นนำที่ได้รับการกล่าวขานในเรื่องของนวัตกรรม เป็นบริษัทที่มีสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่มีใครมาก่อน คำตอบก็คือหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรของเขาให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่อง Unlearn เขาสอนให้คนในองค์กรไม่ยึดติดว่าเราเจ๋ง หรือว่าเราเก่งกว่าใคร เพราะหากคิดว่าเจ๋งแล้ว ดีแล้ว เขาก็จะไม่คิดค้นสิ่งที่กว่าออกมา ซึ่งตรงนี้เห็นได้ชัดจากคำกล่าวของ Steve Jobs ที่บอกให้คน “Stay Hungry, Stay Foolish” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “จงกระหายและทำตัวให้โง่ตลอดเวลา” เพื่อกระตุ้นให้ตนเองอยากเรียนรู้นั่นเอง

จากการคร่ำหวอดในแวดวงการเรียนรู้มากว่า 27 ปี คุณอริญญากล่าวเสริมว่า “การที่เราจะ unlearn ได้เราต้องคว่ำแก้วน้ำของเราก่อน ต้องรู้สึกกระหายก่อนที่องค์กรจะส่งพนักงานไปเรียนสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เขาพร้อมเติมเต็มอะไรใหม่ๆ เข้ามา เพราะหากเราไม่คว่ำแก้วของเรา แน่นอนว่าเราก็คงไม่อยากเรียนรู้ นอกจากนั้นในฐานะทุกคนที่ร่วมขับเคลื่อนองค์กร การสร้าง Lifelong Learning Ecosystem ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ทุกตารางเมตรในการดำเนินชีวิตเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เราต้องเร่งสร้างเวทีให้เกิดการทดลอง ลงมือทำ ให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการ Learn Fast, Fail Fast and Move Forward ได้อย่างรวดเร็วเพื่อความก้าวหน้าของตัวเราและองค์กร”

“สุดท้าย เรื่อง Learn Unlearn Relearn นั้นเป็นคีย์หลักสำคัญที่ SEAC ให้ความสำคัญ และเป็นสิ่งที่เราพยายามผลักดันให้ทุกคนที่อยู่ในยุค Disruption เข้าใจ และนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและใช้กับวิธีการทำงานของตนเอง เพื่อสร้างรูปแบบการคิด สร้าง mindset สร้างระบบและวัฒนธรรมของการเรียนรู้ Lifelong Learning Ecosystem เพราะเราเชื่อว่าทุกคนไม่ต้องการหยุดนิ่งในการพัฒนาศักยภาพชีวิตและการเรียนรู้ ทุกคนต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง องค์กร และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงของ Disruption นี้”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน เอสอีเอซี (SEAC)

คุณชวลิต วรสารพิสุทธิ์ (เปิ้ล) โทร. 081-860-1277 อีเมล์ chavalid_w@seasiacenter.com
คุณพชรพรรณ พูลเพ็ชร์ (น้ำหวาน) โทร. 089-049-8384 อีเมล์ patcharapan_p@seasiacenter.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Comments