ใครจะบอกลาความเท่าเทียมในองค์กรก็ทำไป แต่ผู้ถือหุ้น ‘Disney’ ขอไม่เห็นด้วยกับการกระทำอันล้าหลังครั้งนี้
หากใครตามข่าวอยู่บ้าง คงเห็นว่าในปี 2025 บริษัทใหญ่ๆ อาทิ Meta, Amazon, Tesla และอื่นๆ อีกมากมาย เตรียมผ่อนปรนนโยบาย ‘DEI’ (Diversity, Equity and Inclusion) ลง เนื่องจากบางส่วนมองว่า มาตรการนี้มีแต่จะทำให้แบ่งแยกมากขึ้น ขณะบางส่วนเชื่อว่า สภาพสังคมของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปแล้ว ต้องลดความหัวสมัยใหม่ลง
สำหรับใครที่ยังไม่เข้าใจว่า DEI คืออะไร ถ้าแปลเป็นไทยตรงๆ มันคือนโยบายที่สนับสนุนความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม ซึ่งถูกคิดค้นมาเพื่อให้ ‘ชนกลุ่มน้อย’ ได้รับโอกาสในการทำงาน รวมถึงพื้นที่ให้เป็นตัวเองเท่ากับคนอื่นๆ
แม้นโยบายจะฟังดูดี เหมาะสมกับการผลักดันสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นมิตรกับทุกคนขนาดไหน แต่อย่างที่บอกไป หลายๆ บริษัทชั้นนำก็เริ่มกลับลำ ปล่อยปละละเลย หรือตัดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับ DEI ออกไปบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม Disney องค์กรที่พร้อมสานฝันเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนทั่วโลก ขอสวนกระแส เพราะ 99% ของผู้ถือหุ้นยืนยันไม่เห็นด้วยกับเทรนด์แอนตี้ DEI ครั้งนี้
เรื่องราวมันเป็นยังไง มาดูกัน
รัฐบาลอนุรักษ์นิยมขอให้ Disney เป็นกลาง แล้วเลิก Woke
จากการประชุมประจำปีของผู้ถือหุ้น Disney เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นหารือคือ ข้อเสนอจาก ‘National Center of Public Policy Research’ คณะบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ
National Center of Public Policy Research ได้ขอให้ Disney เลิกใช้ ‘ดัชนีความเท่าเทียมในองค์กร ของมูลนิธิรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน’ (Human Rights Campaign’s Corporate Equality Index) มาเป็นตัวชี้วัด เนื่องจากมองว่า ถ้าบริษัทเลือกฝักฝ่ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำลายมูลค่าของผู้ถือหุ้น เพราะนับเป็นการแบ่งแยกตัวเองออกจากนักลงทุนและลูกค้าจำนวนไม่น้อย
เอาจริงๆ ตั้งแต่ปี 2007 จนถึงปัจจุบัน Disney สามารถทำคะแนนดัชนีความเท่าเทียมในองค์กรได้เพอร์เฟกต์มาโดยตลอด แต่การที่องค์กรสนับสนุนสิทธิของ LGBTQ+ ทั้งในและนอกองค์กร กลับทำให้บริษัทต้องเจอปัญหา
เช่น เมื่อก่อน Disney มีสิทธิ์ในการดูแลเขตที่ตั้งของสวนสนุก ‘Disney World’ ในฟลอริด้าอย่างเต็มที่ ทั้งภาษีที่ดิน การคมนาคม และอื่นๆ แบบภาครัฐไม่ต้องไปก้าวก่าย
แต่ในปี 2022 Disney ออกโรงต่อต้านนโยบายของรัฐบาลฟลอริด้าชุดใหม่ ที่จะบังคับให้ทุกโรงเรียนในรัฐยกเลิกการสอนวิชาเกี่ยวกับเพศ ทำให้บริษัทโดนริบอำนาจ และพื้นที่นั้นก็ไม่ใช่เขตปกครองพิเศษขององค์กรอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ National Center of Public Policy Research เลยเสนอให้ผู้ถือหุ้นตอบรับการยกเลิกนโยบาย DEI เสีย เพื่อที่ Disney จะได้กลับมา ‘เป็นกลาง’ ในสายตาทุกคน
อย่างไรก็ตาม ทางบอร์ดบริหารของ Disney ไม่เห็นด้วย และเสนอให้ผู้ถือหุ้นโหวตปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป เนื่องจากมองไม่เห็นเลยว่า การเอานโยบาย DEI ออก จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างไร
ทางมูลนิธิรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนก็บอกว่า มติของ Disney ครั้งนี้ ทำให้เห็นชัดเลยว่าผู้ถือหุ้นขององค์กรให้คุณค่าอะไรบ้าง
Disney ไม่ใช่บริษัทแรกที่ National Center of Public Policy Research ไปยื่นข้อเสนอนี้ให้ เพราะ ‘Costco’ กับ ‘Apple’ ก็โดนเช่นกัน แต่สุดท้ายผู้ถือหุ้นของทั้งคู่ออกมติปฏิเสธเป็นส่วนใหญ่
พ่อใหญ่ Trump เตรียมตรวจสอบ Disney

ส่วนหนึ่งที่บริษัทพากันยกเลิกนโยบาย DEI เป็นเพราะ ‘Donald Trump’ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด และใครๆ ก็รู้ดีว่า เขามีมุมมองต่อความหลากหลายอย่างไร
นับตั้งแต่ที่ Trump เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง เขาก็เซ็นอนุมัติยกเลิกโครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทันที พร้อมสั่งให้บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวกับ DEI ทุกคน พักงานแบบไม่มีกำหนด และงบก็ถูกตัดไปดื้อๆ
ด้วยแรงกดดันจากการกระทำของผู้นำประเทศ บริษัทหลายแห่ง เช่น Walmart และ Target ซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของสหรัฐฯ ก็ยกเลิกนโยบาย DEI ตาม
ส่วนบริษัทที่ไม่ทำตามเทรนด์ของ Trump คงต้องเตรียมรับแรงกระแทก เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ‘Trump Administration’ ประกาศตรวจสอบ ‘Comcast’ องค์กรโทรคมนาคมและสื่อข้ามชาติเจ้าใหญ่ของสหรัฐฯ เนื่องจากสงสัยว่าบริษัทนั้นยังคงสนับสนุนนโยบาย DEI อยู่
ตอนนี้ Disney คือเป้าหมายถัดไปของ Trump Administration แล้ว เพราะ ‘Brendan Carr’ ประธานคณะกรรมการการสื่อสารแห่งชาติ (FCC) ได้ส่งจดหมายไปให้บริษัท เพื่อบอกให้รู้ว่า เดี๋ยวจะมีทีมงานเข้าไปตรวจสอบนโยบาย DEI องค์กร
Carr เผยว่า หลักๆ แล้ว ตนอยากมั่นใจว่า Disney และ ‘ABC’ ช่องโทรทัศน์ในเครือ ไม่ได้กำลังละเมิดกฎด้านการให้โอกาสอย่างเท่าเทียมของ FCC ด้วยการเอา DEI มาแบ่งแยกเป็นข้ออ้าง
พูดง่ายๆ คือรัฐบาล Trump สงสัยว่า Disney กำลังเอา DEI มาให้โอกาสชนกลุ่มน้อยมากกว่าคนกลุ่มใหญ่หรือเปล่า
จากบทความของ Business Insider ตลอดเวลาที่ผ่านมา Trump มักมองว่า บริษัทสื่อหลายๆ เจ้า ลำเอียงไปในฝั่งที่ตรงข้ามกับตนเอง ทำให้เขาออกมาข่มขู่ว่าจะจัดการองค์กรเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง
ส่วน Carr ที่ Trump เลือกให้ทำงานกับ FCC มาตั้งแต่ 2017 แถมยังเพิ่งโดนเลื่อนขั้นมาเป็นประธานในปีนี้ก็ย้ำชัดเจนว่า ทีมงานของตนจะจัดการสื่อหลายๆ เจ้าให้เข็ด โดยบางบริษัทอาจโดนริบใบอนุญาตออกอากาศเลย
สุดท้ายนี้ ผลการตรวจสอบของทีมงาน Trump จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป แต่คุณล่ะ คิดว่า DEI ช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลายจริงๆ หรือมองว่ามันกำลังริดรอนสิทธิ์ของคนหมู่มาก? แล้วการกระทำของ Trump และทีมงานถือเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือไม่?
- ฝรั่งเศสจะไม่ทน! อเมริกายุคทรัมป์แย่ ขอทวงคืนเทพีเสรีภาพกลับประเทศ
- เปลี่ยนชื่ออ่าว ปิดพรมแดน เลื่อนแบน TikTok บอกโลกนี้มีแค่ชาย-หญิง 2 เพศเท่านั้น
ที่มา: Business Insider (1), (2), (3), (4)
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา