EIC: เศรษฐกิจ CLMV ปี 63 ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ COVID-19 ทำเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจ CLMV เติบโตได้ดีท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าโลก แรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศแข็งแกร่ง แต่ผลกระทบจาก COVID-19 จะทำให้เศรษฐกิจ CLMV มีแนวโน้มชะลอตัวค่อนข้างมาก จากปัจจัยดังนี้ อุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลงตามเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก และ

  • อุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวจากมาตรกาารปิดเมือง (Lockdown) และ
  • การจ้างงานที่ชะลอตัว รวมถึง
  • ความเสี่ยงรายประเทศที่ต้องเผชิญในปีนี้ด้วย

กัมพูชาถูกเพิกถอนสิทธิ Everything But Arms (EBA) บางส่วนจากสหภาพยุโรป มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2563 ลาวมีความเปราะบางจากฐานะการคลังและระดับหนี้ต่างประเทศในระดับสูง เมียนมาเผชิญความเสี่ยงด้านความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2563 เวียดนามจากผลกระทบด้านห่วงโซ่อุปทาน (supply chain disruption) ที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกที่สำคัญในหลายอุตสาหกรรม

EIC ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV ปี 2563 ลงอย่างมีนัย

  • เศรษฐกิจกัมพูชาจะชะลอตัวลงค่อนข้างรุนแรงโดยเติบโตเพียง 0.4% YOY เป็นการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 11 ปี
  • เศรษฐกิจลาว 2.0%
  • เศรษฐกิจเมียนมา 2.4%และ
  • เวียดนาม จะเติบโตเพียง 3.0%

ทั้งลาว เมียนมา เวียดนามถือเป็นอัตราที่เติบโตช้าที่สุดในรอบ 30 ปี อย่างไรก็ดี EIC คาดว่า เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้าที่ 5%-7% ในปี 2564 หากการระบาดของโควิดในประเทศเหล่านี้และประเทศคู่ค้าสำคัญถูกควบคุมได้

ภาคการส่งออกของกลุ่ม CLMV เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของภูมิภาค จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ท่ามกลางโควิดระบาด และมาตรการ Lockdown ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก

  • มูลค่าส่งออกเวียดนามคิดเป็นสัดส่วน 99% ของ GDP ตัวเลขส่งออกของเวียดนามในเดือนเมษายนเริ่มส่งสัญญาณหดตัว -3.5% YOY
  • มูลค่าการส่งออกกัมพูชาคิดเป็น 46% ของ GDP

ทั้งเวียดนามและกัมพูชาได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากการหดตัวที่รุนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป รวมถึงการชะลอตัวอย่างมากของเศรษฐกิจจีน เนื่องจากทั้ง 3 กลุ่มประเทศนี้เป็นตลาดส่งออกสำคัญมากกว่า 50% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

  • มูลค่าส่งออกเศรษฐกิจลาว 27% และเมียนมา 16% ของ GDP

ไม่สูงมาก แต่ก็ได้รับผลกระทบจากประเทศคู่ค้าเช่นกัน ตัวเลขส่งออกเมียนมาในเดือนเมษายนหดตัวถึง 17.6% YOY สำหรับสินค้าส่งออกที่ได้รับผลกระทบค่อนข้งมากคือเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของ CLMV  ไปยังสหรัฐฯ และยุโรป การหดตัวของการส่งออกอาจมีความรุนแรงยิ่งขึ้นหากมาตรการ Lockdown ในประเทศเหล่านี้ถูกขยายเวลาออกไปนานขึ้น

จำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าจะลดลงตามการท่องเที่ยวทั่วโลกที่หยุดชะงัก ผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีค่อนข้างสูงต่อเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนาม เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวต่อ GDP สูงถึง 18% และ 11% ตามลำดับ ขณะเดียวกันผลกระทบการท่องเที่ยวต่อลาวและเมียนมาจะลดลงมาตามสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวต่อ GDP ที่ไม่สูงมากนัก (4% และ 3% ตามลำดับ)

ตัวเลขล่าสุดสะท้อนการหดตัวที่รุนแรงของตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในเวียดนาม (-68% และ -98% YOY ในเดือนมีนาคมและเมษายน) และในกัมพูชา (-65%YOY เดือนมีนาคม) สะท้อนถึงภาวะหยุดชะงักของภาคท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้แนวโน้มการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีอัตราต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ยังมีมาตรการปิดประเทศที่เข้มงวดเพื่อควบคุมโรคระบาด ขณะที่การฟื้นตัวในระยะครึ่งหลังของปีน่าจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาที่ได้ผล โดยในระยะแรกน่าจะเป็นการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนหรือจีนที่ไม่ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากนัก

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโครงการลงทุนภายในประเทศบางส่วนอาจถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยจากการประมาณการขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) คาดว่า FDI ทั่วโลกจะลดลงถึง 30%-40% YOY ในปี 2563

โดยในกลุ่มประเทศ CLMV จากข้อมูลปี 2561

  • กัมพูชามีสัดส่วนมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิ (net FDI flow) ต่อ GDP สูงที่สุด (13%)
  • ตามด้วยลาว (7%)
  • เวียดนาม (6%) และ
  • เมียนมา (2%)

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ COVID-19 บรรเทาลง กลุ่มประเทศ CLMV โดยเฉพาะเวียดนาม อาจได้รับผลบวกต่อเนื่องจากการที่บริษัทย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของฐานการผลิตในจีน

มาตรการ lockdown รวมถึงการจ้างงานและค่าแรงที่ลดลงจะส่งผลลบต่อการบริโภคภายในประเทศ การชะลอตัว
ของเศรษฐกิจในครั้งนี้ต่างกับการชะลอตัวครั้งก่อน ๆ เนื่องจากเศรษฐกิจ CLMV ไม่สามารถพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 65%-70% ของ GDP มารองรับการชะลอตัวได้มากนัก เพราะนอกจากการระบาดของ COVID-19 จะฉุดเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างหนัก ส่งผลให้อุปสงค์จากต่างประเทศลดลงแล้ว

มาตรการ lockdown ในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชาสั่งปิดประเทศทั้งหมด ขณะที่ลาว เมียนมา และเวียดนามสั่งปิดประเทศบางส่วน) เพื่อควบคุมการระบาดของ COVID-19 ยังส่งผลลบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานและรายได้แรงงานทั้งงานในประเทศและในไทยซึ่งมีแรงงาน CLMV เข้ามาทำงานอยู่มาก

น่าจะทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอหรือหดตัวลงค่อนข้างมากอีกด้วย โดยตัวเลขยอดค้าปลีก (retail sales) ในเดือนเมษายนของเวียดนามที่หดตัวลง 26%YOY สะท้อนได้ถึงความรุนแรงของผลกระทบดังกล่าวต่อการบริโภคในประเทศ

รัฐบาลและธนาคารกลางในกลุ่มประเทศ CLMV ได้ดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
และคาดว่าจะยังใช้นโยบายในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง การอัดฉีดเงินเพื่อรักษาสภาพคล่อง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มประเทศ CLMV ยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลัง (limited fiscal space) เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะลาวที่มีหนี้สาธารณะ (58% ของ GDP ในปี 2562 โดยเกือบ 90% เป็นหนี้ในสกุลต่างประเทศ) และการขาดดุลทางการคลัง (5.1% ของ GDP) ที่ค่อนข้างสูง นอกจากนั้นลาวยังมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพต่างประเทศ (external stability risk) ที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย

โดย IMF คาดการณ์ว่าระดับทุนสำรองระหว่างประเทศของลาวจะสามารถรองรับมูลค่าการนำเข้าได้เพียง 1.7 เดือนในปี 2563 ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานที่ 3 เดือนอยู่ค่อนข้างมาก สำหรับเวียดนามที่แม้จะมีหนี้สาธารณะที่ต่ำกว่าลาวไม่มากนัก (54.3% ของ GDP ณ เดือนเมษายน 2563) แต่ในช่วงที่ผ่านมาเวียดนามประสบความสำเร็จในการลดหนี้สาธารณะลงอย่างมีนัยสำคัญ (จากที่เคยสูงถึง 63.7% ในปี 2559) และยังมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอยู่ (0.7% ของ GDP ในปี 2563 คาดการณ์โดย IMF) ในขณะที่กัมพูชา (28.3%) และเมียนมา (22.8%) มีหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ต่ำกว่าอย่างมีนัย

เมื่อพิจารณาความท้าทายรายประเทศและเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป (U-shaped recovery) EIC มองว่าการฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2563 จะเป็นไปอย่างช้า ๆ ขณะที่การฟื้นตัวที่คาดไว้ในปี 2564 จะมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของประเทศคู่ค้า ฐานที่ต่ำและนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์นี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานของ EIC ว่าการระบาดของ COVID-19 จะสามารถควบคุมได้ในครึ่งแรกของปี 2563 ทั้งนี้เนื่องจากความไม่แน่นอนทางด้านการระงับการระบาดของ COVID-19 ยังมีอยู่สูง การคาดการณ์จึงคงมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่พอสมควร

ที่มา – SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา