ค่าย EV จีนบุกตลาดโลกเต็มตัว เป้าหมายคือส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ภายในปี 2030

ค่ายรถจีนกำลังบุกตลาดโลกแบบจริงจัง รายงานล่าสุดของ UBS ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนมีโอกาสกวาดส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ทั่วโลกได้ราวหนึ่งในสามภายในปี 2030

โดยกำไรจำนวนมากจะมาจากตลาดต่างประเทศ แม้ต้องเจอกำแพงภาษี และมาตรการกีดกันจากฝั่งตะวันตกก็ตาม

UBS มองว่า ภาพรวมนี้แทบไม่ต่างจากที่ประเมินไว้เมื่อสองปีก่อน แม้ช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรม EV ในยุโรปจะชะลอตัว และหลายประเทศเริ่มตั้งการ์ดใส่รถไฟฟ้าจีน ขณะเดียวกัน ค่ายรถจีนก็ยังเดินหน้าสร้างโรงงานในยุโรปต่อเนื่อง สวนทางกับคู่แข่งบางรายที่เริ่มผ่อนคันเร่งแผนรถไฟฟ้า

‘Paul Gong’ นักวิเคราะห์ด้าน EV ของ UBS บอกว่า ความคืบหน้าในปี 2024 อาจช้ากว่าที่คาด แต่สัญญาณล่าสุดเริ่มเห็นการไล่ตามทัน โดยเฉพาะจากการขยายตลาดนอกประเทศ ซึ่งตอนนี้คิดเป็นราว 20% ของยอดขายทั้งอุตสาหกรรม

ในบางค่ายสร้างกำไรจากต่างประเทศได้มากถึงครึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า การเติบโตนอกบ้านกำลังกลายเป็นรายได้หลัก เมื่อการแข่งขันในจีนเดือดขึ้นทุกปี

อย่างไรก็ตาม คนในอุตสาหกรรมก็ไม่ได้มองว่า จีนจะครองตลาดอยู่ฝ่ายเดียว แต่การแข่งขันกำลังค่อยๆ บีบให้เหลือแพลตฟอร์ม EV ขนาดใหญ่ไม่กี่ราย

‘Frank Diana’ จาก Tata Consultancy Services มองว่า จีนได้เปรียบจากการลงทุนก่อน และเรียนรู้เร็ว ทำให้มีโอกาสถือส่วนแบ่งสูง แต่ก็ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรายอื่น โดยเฉพาะอินเดีย

ฝั่ง ‘อินเดีย’ เองเริ่มขยับเข้าใกล้มากขึ้นในตลาดบ้านตัวเอง ’V.G. Ramakrishnan’ จาก Avanteum Advisors ระบุว่า Tata Motors และ Mahindra เพิ่มส่วนแบ่งได้เร็วในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา จากการขยายพอร์ต EV

และเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ เช่น Jaguar Land Rover หรือแบรนด์ออกแบบรถจากยุโรป  แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่พอจะดันให้ทั้งสองแบรนด์กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างเต็มตัว

จีนยังได้เปรียบ แต่ไม่ใช่เพราะยอดขายอย่างเดียว

สาเหตุที่ทำให้จีนยังยืนระยะได้ดี ไม่ได้มีแค่ขนาดตลาด แต่คือซัพพลายเชนที่ครบ และต้นทุนที่เลียนแบบยาก ซัพพลายเชน EV ทั่วโลกจำนวนมากยังพึ่งบริษัทจีน แม้แต่อินเดียเองก็ยังต้องนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากจีนเป็นหลัก

เพื่อเลี่ยงแรงเสียดทานจากมาตรการกีดกัน ค่ายรถจีนจึงหันจากการส่งออก ไปตั้งฐานผลิตในประเทศปลายทางมากขึ้น ‘ไทย’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัด มีโรงงานผลิตเต็มรูปแบบของ SAIC, Great Wall Motor, และ BYD แล้ว

ขณะที่ ‘บราซิล’ และ ‘ฮังการี’ ก็กำลังจะได้โรงงานใหม่จาก BYD และ GWM ภายในกลางทศวรรษนี้

การบุกของแบรนด์จีนอาจสร้างแรงกดดันให้แชมป์ท้องถิ่นในอินเดียมากขึ้น Tata Motors ตั้งเป้าให้ยอดขาย EV คิดเป็น 30% ในประเทศภายในปี 2030 แต่ก็ยังมีโจทย์ยาก ทั้งเรื่องเงินอุดหนุนที่ลดลง สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แคบลง และโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟที่ยังไม่ทั่วถึง

ในภาพใหญ่ นักวิเคราะห์มองว่า อุตสาหกรรม EV โลกกำลังเหลือผู้เล่นน้อยลง เพียงราว 10-15 ราย ที่ขับเคลื่อนโดยค่ายรถ และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ และจีนยังน่าจะเป็นศูนย์กลางของเกมนี้ต่อไป

โดยสมรภูมิถัดไปอาจไม่ใช่ยุโรปหรืออเมริกา แต่คือ ‘แอฟริกา’ ที่ความสัมพันธ์และพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ อาจสำคัญพอๆ กับเทคโนโลยีเอง

ที่มา: South China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา