จีนใช้ ‘อาเซียน’ เป็นตลาดทดลองสินค้า? เพราะคนรุ่นใหม่เยอะ เปิดรับของหลากหลาย จนได้ดิบได้ดี ก้าวต่อไปคือครองโลก

จีนจะครองโลกด้วยรถอีวี ❌ Mixue ✅

china

ในช่วงปี 2024-2025 คนไทยคงทราบดีว่า ‘Mixue’ ขยายอาณาเขตของตนเองไปไวขนาดไหน จนมีจำนวนสาขาทั่วโลก แซงหน้าแบรนด์ดังอย่าง McDonald’s กับ Starbucks ด้วยซ้ำ

ไม่ใช่แค่นั้น ในปี 2024 Mixue เคยบอกว่า จะยังคงเดินหน้าขยายสาขาทั่วอาเซียนต่อไป ซึ่งก็คงจริง เพราะในสิ้นปี 2025 แบรนด์มีสาขาทั่วโลกถึง 59,823 แห่งแล้ว 

ไม่ใช่แค่ Mixue หรอกที่มีแผนเติบโตต่อในต่างประเทศ เพราะยังมี ‘แบรนด์จีน’ อื่นๆ อีกมากมายที่จ้องจะขยาย โดยใช้อาเซียนเป็นตลาดทดลอง ก่อนไปฝั่งตะวันตก

อาเซียนตลาดทดลองชั้นดี ดู Haidilao เป็นตัวอย่าง

Haidilao

สำนักข่าว BBC รายงานว่า หลายบริษัทในจีนใช้ ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ เป็นตลาดทดลองก่อนขยายไปตะวันตก โดยกว่า 70% ของแบรนด์จีนในอาเซียน มีแผนขยายต่อไปเรื่อยๆ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ประกอบด้วยประชากรกว่า 650 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับความหลากหลาย แถมยังมีกำลังซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างจากฝั่งตะวันตกที่การแข่งขันและมาตรฐานสูงมาก

อย่าง ‘Haidilao’ เอง จากที่มาเปิดสาขานอกประเทศครั้งแรกในอาเซียนเมื่อปี 2012 ตอนนี้ก็สามารถขยับขยายจนกลายเป็นแบรนด์หม้อไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนสาขากว่า 1,300 แห่ง ใน 14 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น กัมพูชา เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

รองประธานบริษัท Haidilao International เผยว่า เรื่องราวของ Haidilao ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของแบรนด์ แต่เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการขยับขยายสู่ต่างประเทศของจีนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

เขาอธิบายว่า สาเหตุที่ Haidilao ขยายไปได้ไกลขนาดนี้ เป็นเพราะความแข็งแกร่งของแบรนด์ ระบบนิเวศที่มั่นคง และฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น ซึ่งการไปต่างประเทศ ต้องศึกษาวัฒนธรรม กฎหมาย รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคให้ดีด้วย

นอกจาก Haidilao กับ Mixue แล้ว ปัจจุบัน ยังมีแบรนด์จีนอื่นๆ อีกที่มีตัวตนในตลาดตะวันตก เช่น Chagee, Molly Tea และ POP MART

หมุดยุค Made in China = ของไม่ดี

ภาพจาก Miniso

ถ้าใครเกิดทัน คงรู้ดีว่าเมื่อก่อนจีนเป็นแหล่งผลิตให้กับนานาประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะแบรนด์ตะวันตก แต่นั่นล่ะ ก็เลยทำให้ประชาชนในประเทศได้เรียนรู้กระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่ผลิตสินค้า ยันการสร้างแบรนด์และขยายต่อ

เช่น ‘Miniso’ แบรนด์ค้าปลีกที่ขายสินค้าลิขสิทธิ์จากภาพยนตร์ดังต่างๆ อาทิ Disney, Marvel และ Warner Bros ก็เรียนรู้จากการผลิตให้ต่างชาติ จนทุกวันนี้มีสาขาในกว่า 110 ประเทศทั่วโลก

ที่สำคัญ BBC เผยว่า เวลาผู้บริโภคยุคนี้เห็นป้าย ‘Made in China’ เขาไม่คิดแล้วนะว่านี่คือแบรนด์ถูกๆ ที่ไม่มีคุณภาพ แต่กลับมองว่า นี่ล่ะคือนวัตกรรมล้ำเลิศ

ผู้จัดการทั่วไปของ Miniso ในตลาดต่างประเทศกล่าวว่า ผู้บริโภคไม่แคร์แล้วว่าสินค้ามาจากประเทศไหน แต่โฟกัสกับประสบการณ์การช็อปปิ้ง เช่น ดีไซน์ ความคุ้มค่า และความสุขมากกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะเคยทดสอบตลาดกับอาเซียนมาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในประเทศตะวันตกง่ายๆ เพราะอย่างที่เห็นกันว่า ฝั่งนั้นกีดกันการค้าจากจีนมากขนาดไหน

ทั้งนี้ BBC ก็ยังคงยืนยันว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ มุมมองที่คนทั่วโลกมีต่อสินค้าจีนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะตอนนี้แบรนด์จีนคือภาพสะท้อนของความทันสมัยที่สอดรับกับเทรนด์ใหม่ๆ ของผู้บริโภค

ดังนั้น ต่อให้ต่างชาติจะพยายามกีดกัน จีนก็ยังคงเดินหน้าขยายต่อไปอยู่ดี โดยไม่สนด้วยว่าต้องล้มแบรนด์ยักษ์อีกกี่เจ้า

ที่มา: VN Express, BBC, Haidilao, Miniso

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา