โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” โครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่มเซ็นทรัล ก้าวสู่ปีที่ 9 ของการดำเนินงาน พร้อมยกระดับทิศทาง มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) ด้วยการบูรณาการมิติเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมที่ ยั่งยืนในระยะยาว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “เซ็นทรัล ทำ” ได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก โดยในปี 2568 ผลการดำเนินงานได้ตอกย้ำความต่อเนื่องและความเป็นรูปธรรมของแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน
โดยในมิติ Inclusion (ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม) สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ขณะเดียวกัน มิติ Community & Social Contribution (ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย) ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 1,800 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ในด้าน Human Capital Development (พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์) กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

ส่วนการขับเคลื่อน Circular Economy & Waste Management (ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ) และ Food Loss & Food Waste Reduction (ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 58,400 ตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในขณะเดียวกัน ด้าน Climate Action (ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน) ได้มีการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 233 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 279,300 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน

ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงตัวเลขความสำเร็จในแต่ละมิติ หากยังแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการเพื่อพัฒนารอบด้าน และในปี 2569 โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน ได้แก่
- พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ : บูรณาการการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งหลักสูตร STEM ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน อาชีวศึกษา และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการพัฒนา “โค้ชครู” และการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตให้เด็กและเยาวชนพร้อมขยายโอกาสการมีงานทำและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่คนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมเพื่อบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจร สร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาว
- พัฒนาพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐาน : ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชนในการแข่งขันทางการตลาด สนับสนุนการเข้าถึงช่องทาง Modern Trade และการขยายตลาดใหม่ โดยมุ่งพัฒนาอาคารและสถานที่ผลิตที่ตอบโจทย์คุณภาพ ความปลอดภัย และความต้องการของตลาดในระยะยาว
- ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ : ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในเชิงองค์รวม ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพด้านอาชีพ รายได้ และการบริหารจัดการชุมชน เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ลดการพึ่งพิง และเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว
- เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างแบรนด์สู่สากล : พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีอัตลักษณ์ โดดเด่น และได้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ชุมชนให้เป็นที่ยอมรับใน ระดับสากล เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ที่มั่นคง และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของชุมชน
- ศูนย์การเรียนรู้ และการขยายผลสู่ทุกภูมิภาค : ผลักดันให้ชุมชนต้นแบบสามารถเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน รองรับการอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อขยายผลการพัฒนาไปยังทุกภูมิภาคอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
- ยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน : ต่อยอดศักยภาพด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศไทย ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) ที่สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว
- มุ่งสู่ชุมชนยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ : ขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนจากทุกกิจกรรมของชุมชน ตั้งแต่การเกษตรคาร์บอนต่ำด้วยแนวคิดไบโอชาร์ การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
- การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ มุ่งสู่ ZERO WASTE : พัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร เพื่อลดปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มธุรกิจ พนักงาน และชุมชน ในการคัดแยก ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล มุ่งสู่เป้าหมาย ZERO WASTE อย่างเป็นรูปธรรม

โดยมีวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม มุ่งสู่พื้นที่การเกษตรคาร์บอนต่ำ
วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต โดยเริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล

นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ไบโอชาร์มีโครงสร้างรูพรุนช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต
ในปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ

การพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตรเท่านั้น หากยังขยายผลสู่การ ยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ โดย “เซ็นทรัล ทำ” ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน
พร้อมพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)
ในมิติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน “เซ็นทรัล ทำ” ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตามกรอบแนวคิด “ป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล” ที่มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล
ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิรวมประมาณ 6,500 ไร่ ครอบคลุมทั้งเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ ได้แก่ ดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต

แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่กับการพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน เพิ่มความชุ่มชื้น และสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ตามแนวทางโซนต้นน้ำที่มุ่งลดการเผา จัดการชีวมวล และแปรรูปเป็นปุ๋ย–ไบโอชาร์อย่างครบวงจร พร้อมกันนี้ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” บูรณาการโรงผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักเป็นฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค อีกทั้งยกระดับ “เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ให้เป็นกลไกสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน
ในระยะถัดไป มีแผนขยายพื้นที่ฟื้นฟูเพิ่มเติมอีกประมาณ 5,000 ไร่ ภายในปี 2030 รวมถึงการจัดทำ “แผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ” และยกระดับแนวทางพัฒนาป่าชุมชนสู่การขึ้นทะเบียนและพัฒนาคาร์บอนเครดิตในอนาคต เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ต่อไป
พร้อมกันนั้น เราได้ พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ โดยโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรม

ในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการ ‘เซ็นทรัล ทำ’ จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้าง ‘คุณค่าร่วม’ ให้ทุกภาคส่วน ผ่านการยกระดับศักยภาพของชุมชน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ
เราเชื่อว่า หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน และ Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ โมเดลนี้สามารถขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต”
จาก 6 แนวทางความยั่งยืนระดับองค์กร สู่โมเดล Holistic Shared Value Ecosystem ที่ขับเคลื่อนการพัฒนา 8 มิติในระดับพื้นที่ คืออีกก้าวสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ “เซ็นทรัล ทำ” เรามุ่งสานต่อภารกิจนี้ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดผลลัพธ์ที่แข็งแรงในระยะยาว เติบโตเคียงข้างชุมชนในทุกช่วงเวลา พร้อมวางรากฐานการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ขยายผลได้ และสนับสนุนให้ชุมชนไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา