เซ็นทรัล รีเทลบุกตลาดความงาม ปั้น KIS BEAUTY STORE ท้าชน SEPHORA

ตลาดความงามมันหอมหวาน เซ็นทรัล รีเทลจึงของร่วมขบวน ปั้นร้าน KIS BEAUTY STORE มัลติแบรนด์สโตร์ หวังท้าชน SEPHORA ประเดิมเซ็นทรัลเวิลด์สาขาแรก

วางจุดยืนเป็นมัลติแบรนด์ระดับบน เข้ามาเสริมแผนกบิวตี้ในห้างฯ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้หลายคนคงได้เห็นการเกิดของร้านมัลติแบรนด์สโตร์ของกลุ่มสินค้าความสวยความงามกันมากมาย เรียกว่ามีร้านแบรนด์ในตลาด ทั้ง Eveandboy, Beautium, SEPHORA และ HEJ Street Beauty ยังไม่รวม Health & Beauty Store อย่าง Watsons, Tsuruha, Matsumoto Kiyoshi และ Booths อีก

ในปีนี้ตลาดมัลติแบรนด์สโตร์จะเดือดอีกครั้ง เมื่อกลุ่มเซ็นทรัล รีเทลขอลุยตลาดนี้ด้วย ส่งร้าน KIS BEAUTY STORE ลงตลาด ประเดิมสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์

เมื่อผู้เล่นในตลาดมีเยอะ เซ็นทรัล รีเทลจึงวางจุดยืนให้ร้านเป็นมัลติแบรนด์สโตร์ในระดับพรีเมียมแมส เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด โดยที่ชื่อร้าน KIS BEAUTY STORE มาจากคำว่า Keep in Style เพราะเชื่อว่าทุกคนมีสไตล์ที่หลากหลายไม่จำกัด

โจทย์ใหญ่ของการเปิดร้านนี้ นอกจากจะเห็นเทรนด์ของตลาดบิวตี้เติบโตสูงแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเซ็นทรัล รีเทลต้องเข้ามาจับตลาดนี้ โดยที่แต่เดิมมี Beauty Galerie เป็นแผนกบิวตี้อยู่ในห้างสรรพสินค้าของเซ็นทรัลทุกสาขาอยู่แล้ว และแผนกบิวตี้เองก็สร้างรายได้อันดับต้นๆ ให้กับห้างด้วย การเปิดร้านนี้จึงต้องการขยายไปหาฐานลูกค้าใหม่ๆ

ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการ KIS BEAUTY STORE ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล เล่าว่า

“แบรนด์นี้ได้ใช้เวลาในการพัฒนาทำการบ้านมากกว่า 1 ปี เนื่องจากเป็นคอนเซ็ต์ใหม่ ความท้าทายอยู่ที่การสร้างทีมใหม่ที่มีแต่คนกลุ่มมิลเลเนียล อีกทั้งตลาดบิวตี้ยังกว้างมาก เซ็นทรัลยังไม่ได้ลงไปจับโดยตรง ครั้งนี้ต้องการพัฒนาให้เป็นหนึ่งใน Business Unit ใหม่ ในการหาลูกค้าใหม่ๆ”

ธาพิดาเสริมว่าบิวตี้เป็นแผนกที่แข็งแรงที่สุดของเซ็นทรัล แต่ในส่วนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเคาท์เตอร์แบรนด์ดังๆ เน้นเรื่องบริการต่างๆ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 30-45 ปี และ 45 ปีขึ้นไป มียอดการใช้จ่ายเฉลี่ย 4,000 บาท/บิล

การเปิด KIS BEAUTY STORE เพื่อต้องการขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มมิลเลเนียลมากขึ้น โดยที่จับกลุ่มลูกค้าที่มีอายุตั้งแต่ 18-30 ปี นักเรียน นักศึกษา และวัยเพิ่งเริ่มทำงาน ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ของตลาดบิวตี้

ท้าชน SEPHORA ขนแบรนด์ระดับโลกมาไว้ในร้าน

KIS BEAUTY STORE เปิดสาขาแรกที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร และยังมีแผนขยาย เปิดเพิ่มอีก 2 สาขาภายในปี 2019  ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว และห้างสรรพสินค้าเซน ใช้งบลงทุนราว 170 ล้านบาท โดยคาดว่า ภายในสิ้นปี 2019 จะสร้างยอดขาย 150 ล้านบาท และตั้งเป้าภายใน 5 ปี (หรือปี 2023) จะเปิดสาขาได้ครบ 30 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว อาทิ ภูเก็ต ป่าตอง เชียงใหม่ ฯลฯ มียอดขายรวมถึง 3,500 ล้านบาท

ภายในร้าน KIS BEAUTY STORE ประกอบด้วย 5 โซนหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เคาน์เตอร์
แบรนด์ชั้นนำ (Iconic Brands) เครื่องสำอาง (Makeup) ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ (Skincare) น้ำหอม (Fragrances) และพื้นที่จัดกิจกรรม (Live Studio) โดยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายภายในบิวตี้สโตร์คิดเป็น เครื่องสำอาง 60% ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ 30% และน้ำหอม 10%

โดยมีสินค้าความงามกว่า 800 แบรนด์ รวมกว่า 80,000 รายการ มีจุดเด่นด้วยการยกแบรนด์ดังจากต่างประเทศ ได้แก่ Chanel, Jo Malone London, La Mer และ Three มาจำหน่ายในมัลติแบรนด์บิวตี้สโตร์เป็นครั้งแรกในไทย อีกทั้งยังมีแบรนด์ระดับโลกอื่นๆ ที่มาเปิดร้านในนี้ด้วย ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างจากร้านมัลติแบรนด์สโตร์ทั่วไปได้

นอกจากนี้ยังต้องการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าด้วย Live Studio มี Live DJ ให้สาวๆ เพลิดเพลินตอนช้อปปิ้ง และมีร้านชาไข่มุก GAGA Attitude in A Cup ภายในร้านให้นั่งพักผ่อนระหว่างช้อปได้ด้วย

เศรษฐกิจไม่ดี แต่ตลาดบิวตี้ยังโตดี

ตลาดความสวยความงาม หรือจะเรียกกันว่าตลาดบิวตี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดดาวรุ่งมาตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจจะซบเซา ธุรกิจอื่นๆ ได้รับผลกระทบจนไม่มีการเติบโต แต่ตลาดบิวตี้ก็ยังสวนกระแส มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี อย่างน้อยๆ ต้องเฉลี่ย 5-10% ต่อปี

มีข้อมูลจากผลการสำรวจตลาดเครื่องสำอางของโลกพบว่า ในปี 2018 ตลาดมีมูลค่าประมาณ 15 ล้านล้านบาท โตขึ้น 4% จากปี 2017 ในขณะที่ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยปี 2018 มีมูลค่ารวมกว่า 220,000 ล้านบาท โตขึ้น 7.4% จากปี 2017 และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หากเจาะแบ่งตามกลุ่มของผลิตภัณฑ์ความงามของไทย จะแบ่งได้เป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ (Skincare) 39% ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย (Hygiene) 31% ผลิตภัณฑ์ผม  (Hair) 14% เครื่องสำอาง (Makeup) 12% และน้ำหอม (Fragrance) 4%

โดยตลาดนี้มีกลุ่มลูกค้าหลัก คือ กลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25 – 34 ปี หรือเป็นกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มมิลเลเนียล ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเริ่มทำงาน ครองสัดส่วนถึง 43%

จึงเป็นเหตุผลที่ว่าหลายแบรนด์เลือกที่จะจับกลุ่มตลาดบิวตี้มากขึ้น และได้เห็นร้านมัลติสโตร์รูปแบบนี้มากขึ้นเช่นกัน จากที่แต่ก่อนมีอยู่ไม่กี่ร้านเท่านั้น

สรุป

ตลาดมัลติแบรนด์สโตร์มีการแข่งขันดุเดือดจริงๆ แบรนด์เก่าก็ยังคงแข็งแกร่งในตลาด แต่ก็ยังมีแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาเช่นกัน การที่เซ็นทรัล รีเทลบุกตลาดในครั้งนี้ น่าจะช่วยทำให้ตลาดมีสีสันมากขึ้น มีการสร้างความแตกต่าง และสร้างทางเลือกให้ลูกค้า

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา