
ในแต่ละวัน คนไทยมากกว่า 61 คน พบว่าตัวเองเป็น ‘มะเร็งเต้านม’ ที่สำคัญโรคนี้ยังไม่ใช่แค่โรคของผู้หญิง เพราะผู้ชายก็มีโอกาสป่วยได้เหมือนกัน
บนเวทีสัมมนาเรื่อง “The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care” ภายในงาน Techsauce Global Summit 2026
งานนี้ได้รวบรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และตัวแทนผู้ป่วย มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ที่ทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังมีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นมากกว่า 2.3-2.4 ล้านคนต่อปี
นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ บอกว่า มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยใหม่ถึง 22,363 รายต่อปี หรือมากกว่าวันละ 61 คน
อีกทั้งผู้ชายเอง แม้จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้หญิงมาก แต่ก็มีโอกาสป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกัน โดยอยู่ในสัดส่วนประมาณ 1% ของทั้งหมด
แม้จะเป็นมะเร็งเต้านมเหมือนกัน แต่เซลล์มะเร็งของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีลักษณะทางชีววิทยาแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษา

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชพันธุศาสตร์จากศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ในอดีตการวางแผนรักษามะเร็งมักพิจารณาจากขนาดและระยะของโรคเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้แพทย์สามารถศึกษาลักษณะของเซลล์มะเร็งได้ลึกลงไปถึงระดับพันธุกรรม
หนึ่งในแนวทางที่เข้ามามีบทบาทคือการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ซึ่งอาศัยข้อมูลเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อประกอบการเลือกแนวทางรักษาให้เหมาะสมมากขึ้น
เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง มีตั้งแต่การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker Testing) การตรวจรหัสพันธุกรรมเชิงลึก (Comprehensive Genomic Testing) การตรวจหาสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเลือด (Liquid Biopsy) ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การจะทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถเข้ารับประโยชน์จากความก้าวหน้านี้ได้อย่างเท่าเทียม ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อปิดช่องโหว่ของความเหลื่อมล้ำในการรักษา

บนเวทีสัมมนาได้มีการกล่าวถึง ‘ร่างพระราชบัญญัติมะเร็งแห่งชาติ’ ที่ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งของประเทศไทย โดยมีใจความสำคัญใน 4 ด้าน ได้แก่
- การผลักดันนวัตกรรมให้มีราคาที่จับต้องได้ ผ่านการลดต้นทุนและเพิ่มการผลิตในประเทศ
- กำหนดบทบาทการลงทุน ระหว่างภาครัฐและเอกชนให้ชัดเจน ในการป้องกัน-ตรวจคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้น และการลงทุนด้านการให้บริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์
- การสร้างกรอบความเท่าเทียมและคุ้มครองสิทธิข้อมูลพันธุกรรมของประชาชน
- การบูรณาการระบบนิเวศสาธารณสุขให้เป็นหนึ่งเดียว โดยเชื่อมโยงตั้งแต่ภาครัฐจนถึงภาคประชาสังคม
นพ.สมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า หาก พ.ร.บ. มะเร็งแห่งชาติผ่านความเห็นชอบ การลงทุนด้านสุขภาพในครั้งนี้อาจสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้สูงถึง 5.5 เท่าภายในปีที่ 15 และถึงจุดคุ้มทุนได้ภายในเวลาเพียง 6 ปี
ซึ่งเป้าหมายสูงสุดก็คือการทำให้ผู้ป่วยทุกคนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ป่วยในศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่เท่านั้น
ในอนาคตของประเทศไทย การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่นวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ เอกชน และเครือข่ายผู้ป่วย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การรักษาที่เหมาะสม รวมถึงการสนับสนุนที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงทีและครอบคลุม
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา