ทำความเข้าใจ การเก็บภาษี 15% จากกองทุนรวมตราสารหนี้ที่จะเริ่มใช้ ส.ค. 2562 นี้

กรมสรรพากรเพิ่งประกาศเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก ล่าสุดฟังธงว่าเดือนส.ค. 2562 นี้ใครลงทุนตราสารหนี้จะได้เสียภาษี 15% กันถ้วนหน้า แต่จะเสียภาษีอย่างไร จะมาทางอ้อมหรือทางตรง ลองมาทำความเข้าใจกันเถอะ

ฟัง Podcast เรื่องภาษีได้ที่

คนที่เริ่มต้นลงทุน และรับความเสี่ยงสูงไม่ได้ นอกจากเงินฝาก มักเริ่มลงทุนในตราสารหนี้ทั้งรูปแบบการซื้อตรงซึ่งได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย 15% แต่การซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้จะไม่เสียภาษี

ดังนั้นกระทรวงการคลังปรับเกณฑ์ให้การเก็บภาษีการลงทุนที่คล้ายกันในอัตราเดียวกัน ผ่านการเก็บภาษีรายได้จากตราสารหนี้ ในทุกรูปแบบการขาย ในอัตราภาษีเดียวกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ออกเกณฑ์ไปก่อนหน้านี้

สรรพากร Kick off! เดือนส.ค.นี้กองทุนตราสารหนี้ต้องเสียภาษี 15%

ล่าสุดราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ. 2562 โดยมีสาระสำคัญว่า หลังจากออกประกาศนี้ 90 วัน กองทุนรวมเมื่อมีรายได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ ต้องเสียภาษี 15% จากเดิมที่ไม่เคยเสียภาษีมากก่อน

ทั้งนี้ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2562 จะมีผลบังคับใช้ใน 90 วันหลังจากนี้ (ประมาณกลางเดือน ส.ค. 2562) แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับกองทุนตราสารหนี้ โดยทางกรมสรรพากรประเมินว่าจะจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1,600-2,500 ล้านบาท

นอกจากนี้เมื่อรัฐเร่ิมเก็บภาษีจากกองทุนรวมตราสารหนี้จะส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนรวมลดลง เช่น กองทุนรวมแห่งหนึ่งมีผลตอบแทนจากตราสารหนี้ 1,000 ล้านบาทต้องเสียภาษีให้รัฐ 150 ล้านบาท ส่งให้ผลตอบแทนของผู้ถือกองทุนได้ลดลง แต่ประชาชนที่ซื้อกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามเมื่อประชาชนมีรายได้จากช่องทางใดก็ตาม มีหน้าที่ต้องแจ้งและเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากรอยู่แล้ว เช่น เงินปันผลจากหุ้น กองทุนรวม รายได้จากค้าขาย ฯลฯ

สรุป

กรมสรรพากรภายใต้สังกัดกระทรวงการคลังพยายามปรับเกณฑ์การเสียภาษีให้เท่าเทียมกันในแต่ละหมวด เพราะที่ผ่านมามีช่องว่างในการเก็บภาษี แต่หลังจากนี้จะมีเกณฑ์ใหม่อะไรออกมาอีกคงต้องติดตาม

ที่มา ราชกิจจานุเบกษา

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา