ในวันที่ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักของธุรกิจ ‘Bluebik Group’ ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร จึงวางแผนลงทุนทั้งคน เทคโนโลยี และดีลใหม่ เพื่อรองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

‘พชร อารยะการกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เล่าให้ฟังว่า ปีนี้บริษัทก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 มีผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 คน กระจายการทำงานใน 4 พื้นที่หลัก ได้แก่ ไทย อังกฤษ อินเดีย และเวียดนาม เป้าหมายไม่ได้มีแค่การเติบโตของรายได้ แต่ต้องทำให้กำไรเติบโตควบคู่กัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
สำหรับผลประกอบการปี 2568 Bluebik มีกำไรสุทธินิวไฮ 347 ล้านบาท ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 341 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อน ด้านรายได้รวมอยู่ที่ 1,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 1,506 ล้านบาท
การเติบโตดังกล่าวมาจากความต้องการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่เพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ทั้งการเงิน ประกันภัย พลังงาน การผลิต รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร อีกทั้งการขยายฐานลูกค้าภาครัฐอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2567 ยังเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ผลการดำเนินงานปีนี้ขยายตัวต่อเนื่อง
‘พชร’ อธิบายว่า สาเหตุที่ Bluebik สามารถโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดเคือง มาจากแกนหลักของการดำเนินธุรกิจของ Bluebik Group ซึ่งมีอยู่ 3 ข้อ
- สร้างคุณค่าให้ลูกค้า ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ AI เข้าไปปลดล็อกศักยภาพองค์กร ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน แต่ต้องช่วยให้ลูกค้าไม่ถูกดิสรัปต์จากผู้เล่นรายใหม่
- ยกระดับประสิทธิภาพภายในองค์กร Bluebik เองต้องใช้ AI กับงานของตัวเอง ปรับโครงสร้างให้รองรับการขยายตัว และทำงานได้คล่องตัวขึ้น
- เติบโตผ่านการควบรวมกิจการ และการร่วมทุน ซึ่งรอบใหม่จะมีขนาดไม่น้อยกว่าดีลก่อนหน้าที่ใช้เงินไปราว 1,500 ล้านบาท
ทิศทางเทคโนโลยีที่บริษัทจับตาอย่างใกล้ชิดคือ Cloud Journey หลังจากผู้ให้บริการระดับโลกเข้ามาตั้ง Local Region ในไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน Cybersecurity และ Digital Trust ก็กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ เมื่อองค์กรเริ่มให้ AI เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ
ยุคนี้ต้องเดินไปพร้อมกับ AI
ภาพของ AI ในมุม Bluebik วันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ Generative AI หรือแชทบอท แต่กำลังขยับไปสู่ AI Agent และ Workflow อัจฉริยะ ที่ทำงานเสมือนทีมงานเฉพาะทาง
‘พิพัฒน์ ประภาพรรณ’ ผู้อำนวยการและหัวหน้าทีม Advanced Insights อธิบายว่า องค์กรจำนวนมากเริ่มสร้าง ‘กองทัพ AI’ ให้ทำงานประสานกันแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่รับข้อมูล วิเคราะห์ ไปจนถึงสรุปผลและตัดสินใจเบื้องต้น
ตัวอย่างที่เห็นผลชัดคือ การใช้ AI ในงาน Back Office เช่นการตรวจเงื่อนไขสัญญาจัดซื้อที่มีความซับซ้อน จากเดิมที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์ เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือในฝั่งซัพพลายเชนที่ AI เข้าไปช่วยบริหารสต็อก พยากรณ์ดีมานด์ และลดเงินจมในคลังสินค้า
ข้อมูลจากรายงาน ‘Thailand’s AI-Driven Leadership Report’ ฉบับเดือนมกราคม 2026 ระบุว่า องค์กรขนาดใหญ่ในไทยกว่า 97% เริ่มใช้ AI แล้ว แต่ราว 80% ยังเน้นไปที่การลดต้นทุน เพราะวัดผลตอบแทนได้ชัดกว่า มากกว่าการสร้างรายได้ใหม่ หรือโมเดลธุรกิจใหม่
ภาพนี้สะท้อนว่าแม้ AI จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่อีกหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงตั้งต้น และยังต้องการพาร์ทเนอร์ที่ช่วยวางทั้งกลยุทธ์ เทคโนโลยี และการกำกับดูแลไปพร้อมกัน
ขณะที่ภาคการเงินเริ่มใช้ AI ประเมินความเสี่ยงลูกค้า และอนุมัติวงเงินกู้เบื้องต้นแบบอัตโนมัติ หากความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ ระบบสามารถตัดสินใจได้ทันที
ด้านประสบการณ์ลูกค้า ‘สรนันท์ ชูฉัตร’ ประธานเจ้าหน้าที่พัฒนาประสบการณ์ มองว่า องค์กรต้องขยับจากการใช้ AI แบบสำเร็จรูป ไปสู่การสร้าง AI ที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของลูกค้าเอง แนวคิด ‘Build Your Own AI’ จึงสำคัญ เพราะช่วยให้องค์กรออกแบบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นได้จริง
เทรนด์ที่เห็นชัดคือ ‘Hyper-personalization’ หรือ ‘One size fits one’ เช่น แอปธนาคารที่ปรับหน้าจอตามพฤติกรรมของผู้ใช้แต่ละคน ใครโอนเงินบ่อยก็เห็นเมนูโอนเงินก่อน ใครจ่ายบิลเป็นประจำก็มีปุ่มลัดขึ้นมาให้ทันที
AI ยังช่วยให้บริการลูกค้าแบบ Omnichannel ทำได้ลื่นไหล ลูกค้าไม่ต้องให้ข้อมูลซ้ำเมื่อเปลี่ยนจากแชทไปคอลเซ็นเตอร์ และระบบสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่สะดุดด้วยอารมณ์
การใช้ AI ก็มีความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI เริ่มมีอำนาจในการตัดสินใจแทนมนุษย์ ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตาม ‘พลสุธี ทเนศนิรสัย’ ผู้อำนวยการด้าน Cybersecurity และ Digital Trust เตือนว่า Agentic AI ทำให้ธุรกรรมบางประเภทเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่านมือคน องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพข้อมูลที่ใช้เทรนโมเดล และกำหนดกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน
โดยเฉพาะกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูงอย่างธุรกรรมการเงิน ยังจำเป็นต้องมีมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในรูปแบบ human in the loop แม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ และตัดสินใจเบื้องต้นได้ก็ตาม
อีกด้านหนึ่ง ผู้ไม่หวังดีก็ใช้ AI เช่นกัน โมเดลภาษาอย่าง LLM สามารถถูกนำไปสร้างมัลแวร์หรือค้นหาช่องโหว่ของระบบได้เร็วขึ้น องค์กรจึงต้องมี AI ฝั่งป้องกันที่ทำงานเร็วไม่แพ้กัน ทั้งการตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ และการตอบสนองอัตโนมัติ
แผนธุรกิจ Bluebik ปีนี้
ในเชิงการลงทุน Bluebik จัดสรรงบวิจัยและพัฒนาราว 25% ของยอดขาย และเตรียมงบเกือบ 100 ล้านบาทสำหรับพัฒนาเครื่องมือภายใน และจัดหา AI Model เพิ่มเติม พร้อมเดินหน้าดีล M&A รอบใหม่
ขณะเดียวกันยังมีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ Digital Implementation และเตรียมนำบริษัทลูก ‘Bluebik Digital’ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3-5 ปี ซึ่งเป็นการรวมตัวของทีมงาน ‘Bluebik Vulcan’ และหน่วยธุรกิจ ‘Digital Excellence & Delivery’ หรือ DX ของ Bluebik
เป้าหมายของการจัดตั้ง Bluebik Digital เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการด้าน DX (พัฒนาระบบดิจิทัล แอปพลิเคชัน และโซลูชัน) รองรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง รับดีมานด์การทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และการปรับใช้เทคโนโลยีในระดับองค์กรขาขึ้นทั้งในและต่างประเทศ
ปัจจุบัน Bluebik Group มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคมากกว่า 1,000 คน ขณะที่ Bluebik Digital มีกว่า 500 ราย และมีแผนเพิ่มกำลังพนักงาน 10% ภายในปีนี้ เพื่อรองรับแผนการเติบโต และโครงการขนาดใหญ่ โดยโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งในงานพัฒนาซอฟต์แวร์และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ บริษัทตั้งเป้าเติบโต 20% ในปี 2569 สวนทางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สำหรับ Bluebik การก้าวสู่ Intelligent Enterprise ไม่ได้หมายถึงการติดตั้งเครื่องมือ AI ให้ครบ แต่คือการออกแบบองค์กรใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่คน กระบวนการ ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้ AI กลายเป็นความสามารถเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่โครงการทดลองที่จบลงในห้องประชุม
โจทย์ของปีนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘จะใช้ AI อย่างไร’ แต่คือ ‘จะทำให้องค์กรทั้งองค์กรพร้อมเดินไปกับ AI ได้จริงแค่ไหน’ และจะเป็นตัวชี้วัดว่า AI ถูกนำมาใช้ในระดับกลยุทธ์จริงหรือไม่
- สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี ‘ระบบ’ ถึงจะโตยั่งยืน เปิดเบื้องหลังที่ทำให้ Bluebik กลายเป็นบริษัทที่ปรึกษาแถวหน้าสัญชาติไทย
- เศรษฐกิจแบบนี้ คนที่โตด้วย AI ยังเหนื่อย เปิดมุมมอง Bluebik หลังย้ายเข้า SET
ที่มา: งานแถลงข่าว “BBIK Outlook 2026: Navigating the Next Wave of Enterprise Tech,” ข่าวประชาสัมพันธ์
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา