แอพใหม่ Journeys by BKI ไม่ต้องเป็นลูกค้า แต่ใช้บริการลากรถเสีย-ปรึกษาหมอฟรี-ลดเบี้ยสูงสุด 15%

ใกล้สิ้นปีหลายคนเตรียมจ่ายเบี้ยประกันกันอีกแล้ว แต่ถ้าอยากให้เบี้ยประกันถูกลงบางคนก็เปลี่ยนบริษัท หรือเจรจากับนายหน้าอาศัยว่าไม่เคยเคลม เลยขอลดเบี้ย 5-10% แต่ฝั่งกรุงเทพประกันภัยเปิดแอพฯ ใหม่ให้ส่วนลดสูงสุด 15%

แอพใหม่ Journeys by BKI ไม่ต้องเป็นลูกค้า แต่ใช้บริการลากรถเสียปรึกษาหมอฟรี-ลดเบี้ยสูงสุด 15%

อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพประกันภัย หรือ BKI บอกว่า บริษัทฯ เปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ “Journey by BKI” ให้ประชาชนทั่วไปและลูกค้าสามารถดาวน์โหลด สะสมคะแนนผ่านกิจกรรมภายในแอพฯ สามารถใช้เป็นส่วนลดเบี้ยประกันภัยได้สูงสุด 15% ไม่ว่าจะประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพ ประกันเดินทาง ประกันอัคคีภัย และประกันอุบัติเหตุ

“ไม่ต้องเป็นลูกค้า ก็ดาว์นโหลดแอพฯ นี้ได้เมื่อทำกิจกรรม เช่น เดิน ออกกำลังกาย ขับขี่รถดี ก็จะได้คะแนนสะสมไว้ใช้เป็นส่วนลดเบี้ยประกัน และถ้าเป็นลูกค้าของ BKI จะสามารถแลกส่วนลดบริษัทพันธมิตรได้ด้วย”

ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นลูกค้า แค่ดาวน์โหลดก็สามารถใช้บริการฟรี ได้แก่ 1. Auto Assistant ศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. และมีบริการลากรถ 2. Medical Advice บริการให้คำปรึกษาทางการแพทย์เบื้องต้น

 

ทำไมถึงลดเบี้ยประกันภัยได้?

ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะไม่สามารถให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยได้มากกว่าที่คปภ.กำหนด ซึ่งการทำเบี้ยประกันในปัจจุบันต้องดูเรื่องความเสี่ยงของลูกค้าเป็นหลัก ถ้าบริษัทประกันภัยรู้ข้อมูลลูกค้ามากขึ้น ก็สามารถสร้างแบบประกันได้แบบเฉพาะบุคคล ใครขับรถดี ดูแลสุขภาพ ก็จะได้รับเบี้ยประกันที่ถูกลง

อภิสิทธิ์ เล่าว่า แอพฯ Journey by BKI ใช้เทคโนโลยี Mobile Sensor ที่ติดตามกิจวัตรของผู้ใช้งานผ่านทางสมาร์ทโฟน เช่น พฤติกรรมการขับรถดี เช่น ขับรถตาม Speed limit ไม่หักเลี้ยวกระทันหัน จับมือถือน้อย ดังนั้นคะแนนขึ้นก็ลดเบี้ยประกันภัยได้

หรือลูกค้าส่วนใหญ่มักจะพกมือถือไปออกกำลังกาย ตัวแอพฯ ก็รู้ว่าลูกค้าออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน โดยเฉลี่ยการเก็บข้อมูลประมาณ 90 วันจะเริ่มเห็นพฤติกรรมของผู้ใช้แอพฯ และภายในแอพฯ จะเน้นใน 4 ด้านคือ

  1. Event ข้อมูลว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง? เดินทางขับรถ นั่งวิน ไปเที่ยว ทำงาน ฯลฯ 
  2. Moment  ใช้เวลากับอะไรบ้าง? เช่น อยู่ที่บริษัททำงาน 8-10 ชม. ใช้เวลาบนท้องถนนวันละ 1-4 ชม.
  3. Segment เมื่อเก็บข้อมูลทั้งหมดมาทำให้บริษัทสามารถแยกแยะคนแต่ละกลุ่มเช่น คนที่ชอบทำกิจกรรม คนที่ชอบอยู่บ้าน ฯลฯ 
  4. Personalize จากข้อมูลและการแบ่งเซคเมนท์ บริษัทฯจะสามารถส่งคำแนะนำให้ลูกค้าในรูปแบบเฉพาะตัว เช่น ส่งวิธีออกกำลังกาย การทำอาหาร ทริปเที่ยว รวมถึงแบบประกันที่เหมาะสม ฯลฯ

“จุดสำคัญคือ เราจะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆและเข้าให้ถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ขั้นตอนต่อไป บริษัทจึงใช้เทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) มาช่วยวิเคราะห์ว่าลูกค้ามีความชอบเรื่องอะไร เช่น ลูกค้าที่ชอบอยู่บ้าน หรือมีอาชีพเป็นแม่บ้าน นอกจากทำให้บริษัทรู้ว่าความเสี่ยงการเกิดไฟไหม้บ้านน้อย เพราะมีคนอยู่บ้านตลอด ขณะเดียวกันบริษัทสามารถส่งสูตรอาหาร น้ำปั่นสุขภาพให้”

เจาะฐานลูกค้า Gen Z ที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ แต่ต้องได้ประโยชน์สูงสุด

แต่เดิมกลุ่มลูกค้าในตลาดประกันภัยคือ Gen X Gen Y แต่ปี 2019 เป็นปีแรกที่ Gen Z จะเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งคนกลุ่มนี้แอคทีฟมาก ทำอะไรก็มักมีเป้าหมาย ชอบเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ยึดติดกับแบรนด์ แต่จะดูสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงเป็นกลุ่มที่ตอบสนองต่อดิจิตอลได้ดี คุ้นเคยกับการซื้อของออนไลน์ ต่างจาก Gen อื่นที่ต้องการเจอหน้าคนก่อนซื้อของ

“ปัจจุบัน Gen z มีสัดส่วนที่ 22% ของประชากรทั้งหมด เป็นกลุ่มที่เราต้องเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจเรื่องการประกันความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้ เราเลยมีทีม Innovation มาดูในภาพรวม ทั้งการสื่อสารช่องทางออนไลน์ การให้ความรู้ต้องเข้าถึงเขาให้มากขึ้น เพราะคนเดี๋ยวนี้ยังชอบอ่านรีวิว ความเห็นและคนที่ใช้งานในอินเตอร์เน็ต เราก็ต้องแอคทีฟต้องมีสิทธิประโยชน์ ตลอดเวลา มีไปเรื่อยๆ”

 สรุป

ประกันภัยดูเหมือนจะไม่จำเป็น แต่พอมีเรื่อง เกิดอุบัติเหตุ ประกันกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาทันที ดังนั้นเราควรซื้อประกัน แต่จะซื้ออย่างไรให้เบี้ยประกันถูกที่สุดต้องเริ่มต้นที่ทำตัวเองให้ดีเพราะ BKI เปิดแอพฯใหม่มาเก็บข้อมูลลูกค้า คนไหนพฤติกรรมดี ขับรถดี ดูแลสุขภาพก็มีคะแนนไว้ลดเบี้ยประกันภัยสูงสุด 15%

Comments

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา