Bernie Sanders vs. Joe Biden ใครจะเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตชิงชัยกับ Donald Trump ในศึกเลือกตั้งใหญ่ 2020

บทความโดย โมโตกิ ลักษมีวัฒนา (Motoki Luxmiwattana)

ในการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อเฟ้นหาตัวแทนของพรรคเดโมแครตในปี 2020 นอกจากบิ๊กเนมอย่าง Joe Biden ดีกรีระดับรองประธานาธิบดีในยุคของบารัก โอบามา และ Bernie Sanders ผู้ที่เคยท้าชิงตำแหน่งนี้มาแล้วในปี 2016 (พ่ายแพ้ให้กับ Hillary Clinton)

ในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน แสงไฟได้ถูกฉายไปยัง “ม้ามืด 2 คน” ที่น่าจับตามอง นั่นก็คือ Pete Buttigieg และ Amy Klobuchar แต่ให้หลังเพียงไม่กี่สัปดาห์ ม้ามืดทั้ง 2 คนต่างก็ถอนตัวและออกมาประกาศให้การรับรอง Biden

รวมถึงตัวเต็งอีก 2 คนที่เหลือในสนามอย่าง Michael Bloomberg เศรษฐีเจ้าของธุรกิจสื่อก็ประกาศถอนตัว และรองรับ Biden เช่นกัน ตามมาด้วยวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren หนึ่งในตัวเต็งของการแข่งขัน แต่ปรากฏว่าเธอพ่ายแพ้ในมลรัฐ Massachusetts ของตนเอง สุดท้ายจึงประกาศถอนตัว แต่ก็ยังมิได้ให้การรับรองกับใคร

  • ดังนั้นจึงพูดได้ว่า ปัจจุบันศึกชิงตัวแทนของพรรคเดโมแครตจึงเหลือเพียงสองคนเท่านั้นคือ Bernie Sanders และ Joe Biden
Joe Biden อดีตรองประธานาธิบดีในยุคโอบามา – ภาพจาก Joe Biden

การกลับมาของ Joe Biden และการผนึกกำลังของฝ่าย Moderate

หลังจากที่ Sanders ได้รับชัยชนะถล่มทลายในมลรัฐ Nevada และขึ้นนำเป็น front-runner ของพรรคเดโมแครต ด้าน Biden ก็ได้สวนกลับด้วยชัยชนะถล่มทลายในมลรัฐ South Carolina ซึ่งตัวเขาเองมีฐานเสียงที่เข้มแข็ง และยังได้การรับรอง (endorsement) จากสส.คนดำชื่อดังอย่าง Jim Clyburn ซึ่งผู้ใช้สิทธิ์กว่าครึ่งได้ตอบ exit poll ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือก Biden

หลังจากที่ Biden ได้ชัยชนะใน South Carolina แล้ว แคนดิเดตฝ่ายไม่สุดโต่ง (Moderate) ทั้ง Buttigieg และ Klobuchar ก็ได้ทยอยถอนตัวจากการเลือกตั้ง และประกาศให้การรับรอง Bidenอย่างรวดเร็ว โดยมีอดีตแคนดิเดตที่ได้ถอนตัวไปแล้วอย่าง Beto O’Rourke จากมลรัฐ Texas มาร่วมวงด้วย (แคนดิเดตเศรษฐีพันล้านอีกคน Tom Steyer ก็ได้ประกาศถอนตัวก่อน Buttigieg และ Klobuchar แต่มิได้ให้การรับรองกับใคร) 

พร้อมกันนั้นก็มีข่าวว่าอดีตประธานาธิบดี Barack Obama ได้ “คุย” กับ Buttigieg เรื่องการถอนตัวและการรับรอง ซึ่งคงมีผลไม่มากก็น้อยในการตัดสินใจผนึกกำลังระหว่างแคนดิเดตไม่สุดโต่งภายในเวลา 2 วัน และนอกจากนั้นแล้ว การที่ข่าวนี้หลุดออกมา อาจเป็นการ “ส่งซิก” ไปยังผู้เลือกตั้งว่าแคนดิเดตคนใดเป็นตัวโปรดของพรรคเดโมแครตก็เป็นได้

ผลของการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Joe Biden จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จากแคนดิเดตที่พลาดพลั้งในการแข่งขันในช่วงแรกของการเลือกตั้ง กลายมาเป็นตัวเลือกที่เข้มแข็ง ได้รับการสนับสนุนของพรรคที่เต็มเปี่ยม ทำให้ Biden ได้รับพื้นที่สื่อแบบฟรี ๆ มูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเวลาสำคัญก่อน Super Tuesday ถึงแม้ว่าค่าย Biden นั้นแทบไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียงในมลรัฐ Super Tuesday และมีงบประมาณในการซื้อโฆษณาเพียงหลักแสนเหรียญ ซึ่งเมื่อเทียบกับเงินหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯที่ Michael Bloomberg ได้ทุ่มไปในมลรัฐฯเหล่านี้แล้ว ยิ่งทำให้ชัยชนะของ Biden เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง

Bernie Sander vs. Joe Biden
Bernie Sanders และ Joe Biden | สองผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งขั้นต้นปี 2020 (Photo by Win McNamee/Getty Images)

ศึกนี้เหลือเพียง Sanders vs. Biden | แต่ใครกันจะได้เป็นตัวแทน?

ในการแข่งขันระหว่าง Biden และ Sanders นั้นหลายฝ่ายมองว่า Biden ได้เปรียบอยู่ แต่หากมองดูจำนวน “ตัวแทนผู้ลงคะแนน (delegate)” ที่ต่างฝ่ายได้นั้น ก็ยังกระชั้นชิดกว่าการเลือกตั้งในอดีตอยู่ ซึ่งหมายความว่าการคาดการณ์ทิศทางที่จะเกิดขึ้นนั้นมีหลายปัจจัย

ผู้เขียนขอยกปัจจัยใหญ่ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสำคัญอีก 2 รอบที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ (วันที่ 10 และ 17 มีนาคม)

วัดกันที่จุดยืน/นโยบาย

ในแง่ของประเด็นทางนโยบายนั้น แม้แต่ exit poll จากมลรัฐ Super Tuesday ที่ Sanders แพ้ ยังชี้ว่านโยบายหลักประกันสุขภาพโดยรัฐบาล เป็นสิ่งที่ผู้ใช้สิทธิ์ส่วนมากสนับสนุน ในบางมลรัฐ เช่น Michigan ที่มีผู้ใช้แรงงานในโรงงานจำนวนมาก ประเด็นนโยบายการค้า (ซึ่งส่งผลให้โรงงานหลายโรงงานย้ายออกจากสหรัฐฯ) เป็นประเด็นสำคัญในหมู่ผู้มีสิทธิ์ ซึ่งในเรื่องนี้จุดยืนของ Sanders ที่ต่อต้าน NAFTA และ TPP นั้นได้เปรียบกว่า รวมถึงประเด็นสวัสดิการสังคม (Social Security) ก็เป็นเรื่องที่ Biden เสียเปรียบเช่นกัน

ในขณะเดียวกันการที่ Sanders มีจุดยืนสนับสนุนการรับแรงงานต่างด้าวให้เสรีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่เขาเสียเปรียบได้เช่นกัน จึงบอกได้ยากว่าในประเด็นนโยบายเศรษฐกิจเช่นนี้ ใครจะเอาชนะได้

หลายคนอาจรู้จัก Sanders ว่าเป็น “นักสังคมนิยม (socialist)” ซึ่งเป็นฉลาก (label) ที่ชาวอเมริกันน่าจะยังรู้สึกขยาดพอสมควร แต่โพลล์บางส่วนในช่วงนี้ชี้ว่าการเรียกตัวเองว่าเป็น socialist นั้นอาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่สำหรับผู้ใช้สิทธิ์อีกต่อไป แม้แต่ในมลรัฐอย่าง Texas อย่างไรก็ตาม ในมลรัฐ Florida ซึ่งมีกลุ่มผู้อพยพจากประเทศแถบลาตินอเมริกายังคงมีปัญหากับภาพลักษณ์นี้ และการที่ Sanders กล่าวชมเชยนโยบายการศึกษาและการแพทย์ของประเทศคิวบา อาจเป็นปัญหาใหญ่ต่อยุทธศาสตร์ฐานเสียงลาตินของเขา (โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงวัย) ในมลรัฐนี้ได้เช่นกัน

วัดกันที่การโต้วาที (Debate)

การที่ Biden ขึ้นชื่อในการพูดผิดพลาด (gaffe) ซึ่งอาจส่งผลกับฐานเสียงส่วนที่ “สวิง” มาหาเขาใน Super Tuesday ได้ ด้วยความที่ว่าประชากรกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการเอาชนะประธานาธิบดี Donald Trump มากที่สุด ดังนั้นหาก “ภาพลักษณ์” ของ Biden ดูมีปัญหามากขึ้น พวกเขาอาจรู้สึกไม่มั่นใจว่าเขาจะสามารถประชันวาทะกับ Trump ซึ่งขึ้นชื่อในความปากจัดได้

โดยเฉพาะในการเลือกตั้งรอบนี้ Biden ทำตัวได้ไม่ค่อยดีนักในการดิเบตที่ผ่านมาหลายต่อหลายรอบ ซึ่งการที่ Biden จะต้องประชันกับ Sanders แบบ 1 ต่อ 1 (หรืออาจมีสส. Tulsi Gabbard มาร่วมด้วย หากพรรคเดโมแครตอนุญาต) ในสภาพเช่นนี้อาจทำให้เขาพลาดพลั้งและทำให้ฐานเสียงคนขาวรายได้สูงกลุ่มดังกล่าว หันไปสนับสนุน Sanders เพื่อเอาชนะ Trump ก็เป็นได้ได้

อย่างไรก็ตาม การดิเบตดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันที่ 15 มี.ค. ซึ่งเป็นหลังการเลือกตั้งในวันที่ 10 มี.ค. (ซึ่งมี delegate ทั้งสิ้น 365 คน) หมายความว่า “ผล” ของการดิเบตนี้จะส่งผลกระทบกับการเลือกตั้งในวันที่ 17 มี.ค. (ซึ่งมี delegates 577 คน)

สรุป

การที่ศึกชิงตัวแทนพรรคเดโมแครตได้กลายเป็น Two-Way Race ที่มีพลวัตในการแข่งขันคนละแบบกับที่เป็นมาในหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมองว่าสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ Biden จะทิ้งห่าง Sanders ในวันที่ 10 ที่จะถึงนี้หรือไม่

ถ้าหากการแข่งขันยังสูสีอยู่ Sanders จะสามารถใช้เวทีดิเบตโน้มน้าวคนให้เชื่อว่าตนสามารถเอาชนะ Trump ได้หรือไม่ และในขณะที่สถานการณ์กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ตัวแสดงสำคัญอย่าง Warren หรือ Obama จะตัดสินใจให้การรับรองกับใครหรือไม่ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องติดตามและจับตามองกันต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา