คนกรุงเทพฯ เป็น ‘มะเร็งปอด’ ในอัตราสูงสุดในทุกเขตทั่วประเทศไทย เพราะหนึ่งปีมีวันอากาศดีอยู่แค่ 38 วัน

หนึ่งปีมี 365 วัน แต่ประเทศกรุงเทพแห่งนี้มีวันที่ ‘อากาศดี’ อยู่แค่ 38 วันเท่านั้น

รายงานสภาวะสังคมประจำไตรมาส 4 ปี 2568 จากสภาพัฒน์ เผยหนึ่งในประเด็นสุขภาพน่าเป็นห่วงของสังคมไทยว่า ปัญหาฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 อาจทำให้ ‘โรคมะเร็งปอด’ รุนแรงขึ้น

‘กรุงเทพ’ เหลือวันอากาศดีแค่ 38 วัน 

โดย ‘กรุงเทพมหานคร’ หรือเขตสุขภาพที่ 13 มีอัตราป่วยโรคมะเร็งปอดสูงกว่าทุกเขตอย่างมีนัยสำคัญ สูงกว่าทุกเขตสุขภาพอื่นๆ ในประเทศ สอดคล้องกับจำนวน ‘วันอากาศดี’ ในกรุงเทพฯ ที่ลดลงจาก 90 วันในปี 2564 มาเป็น 38 วันในปี 2568 แล้ว

พร้อมคาดการณ์ว่า ในประเทศไทยมีผู้ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 จนก่อให้เกิดโรคอื่นๆ มากกว่า 10.4 ล้านคนต่อปี

สาเหตุของฝุ่น PM2.5 เกิดจากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจราจรติดขัด การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์เก่า รวมถึงสาเหตุสำคัญอย่างฝุ่นละอองที่ลอยมาจากพื้นที่อื่น 

แม้ในปี 2567 รัฐบาลพยายามควบคุมการเผา ทำให้สถิติปริมาณการเผาในที่แจ้งลดลงแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมการเผาในประเทศเพื่อนบ้านได้ ทำให้ยังคงมีควันและฝุ่นลอยเข้ามาในประเทศไทยยู่

สภาพัฒน์ แนะนำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกลไกการจัดการสภาพอากาศเชิงรุก เช่น มาตรการภาษีลดความแออัดของยานพาหนะ ไปจนถึงการสั่งหยุดหรือชะลอกิจกรรมในช่วงอากาศไม่ดี มีฝุ่นสูงในช่วงวิกฤต

ย้อนอ่านความเห็นประชาชน ชี้ ‘รัฐบาล’ ต้องการจัดการฝุ่น

ย้อนกลับไป ‘รายงานคุณภาพอากาศโลกประจำปี 2567’ เคยเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมลพิษทางอากาศสูงในอาเซียน โดยค่าเฉลี่ย PM2.5 เกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 4 เท่า ขณะที่ ‘กรุงเทพ’ อยู่อันดับ 4 ของประเทศไทย ตามหลังเพียงขอนแก่น เชียงใหม่ และนครราชสีมาเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ‘ดาต้าเซ็ต’ เคยทำการสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้โซเชียลไทยเมื่อเกิดสถานการณ์ฝุ่นช่วงต้นปี 2568 เผยว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่อยากเห็นการแก้ปัญหาเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยพูดถึง ‘รัฐบาล’ มากที่สุด ต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่น บังคับใช้มาตรการจัดการมลพิษอย่างเด็ดขาด และจัดสรรงบมาแก้ไขปัญหา

ตามด้วยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานด้านการขนส่ง หน่วยงานท้องถิ่นอย่าง ‘กรุงเทพฯ’ และหน่วยงานด้านสาธารณสุข 

กระทบหมด สุขภาพ-การเงิน-ชีวิตประจำวัน

คนส่วนใหญ่พูดถึงผลกระทบ ‘ด้านสุขภาพ’ มากที่สุด ทั้งปัญหาระบบทางเดินหายใจอย่าง ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา แสบจมูก เลือดกำเดาไหล เสี่ยงต่อโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในหมู่กลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และสัตว์เลี้ยง

นอกจากนั้น ยังพูดถึงผลกระทบ ‘ด้านเศรษฐกิจ’ อย่างภาระค่าใช้จ่ายจากการไปโรงพยาบาล การหาซื้อยา การหยุดงานรักษาตัว และค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์ป้องกันอย่างหน้ากากอนามัและเครื่องฟอกอากาศ ไปจนถึงด้านการใช้ชีวิตประจำวัน ด้านสังคมและจิตใจ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

และเมื่อไม่กี่วันก่อน คนกรุงเทพฯ ก็ยังคงคลุกฝุ่นอีกครั้ง เมื่อค่าฝุ่นในพื้นที่พุ่งเกินระดับมาตรฐานจนต้องออกประกาศเตือนเป็นเวลาหลายวัน ก่อนจะกลับเข้าสู่ระดับมาตรฐานเมื่อวานนี้

จนถึงตอนนี้แล้วคงไม่มีใครปฏิเสธว่า PM2.5 มีผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพแค่ไหน แล้วทั้งคนกรุงเทพรวมถึงคนไทยจะใช้ชีวิตยังไงเมื่อวิกฤตฝุ่นจะวนมาทุกปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา