ก็แดดมันร้อน คนไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่จะทนตากแดดทั้งวัน!!
เดี๋ยวต่อไปจะร้องเพลงนี้ไม่ออกแน่ เผลอๆ ตอนนี้หลายคนก็รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ จากแรงสั่นสะเทือนการเปิดตัว ‘Claude Cowork’ ของ ‘Anthropic’ ที่ทำให้มูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหายไปหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในพริบตา

ซึ่งสะท้อนชัดว่า ตลาดเริ่มมอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นแรงงานรูปแบบใหม่ที่อาจเข้ามาแทนที่คนจริงๆ และเมื่อความกังวลนั้นลามจากตลาดทุนไปสู่ภาคธุรกิจ คำถามเรื่องอนาคตของงานก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
‘ร็อบ การ์ลิก’ อดีตผู้บริหารด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และอนาคตการทำงานของ Citi Global Insights ให้สัมภาษณ์กับรายการ ‘CNBC’s Squawk Box Europe’ ว่า ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จำนวนหุ่นยนต์ AI อาจมีมากกว่าจำนวนประชากรวัยทำงาน หากองค์กรยังเดินหน้าให้ความสำคัญกับการทำกำไรด้วยเทคโนโลยี
เขามองว่า ระบบธุรกิจปัจจุบันให้รางวัลกับ “ความสามารถในการทำกำไร” เป็นหลัก เมื่อเป้าหมายเรื่องกำไรมาบรรจบกับความก้าวหน้าของ AI สิ่งที่ตามมาคือ AI จะทำงานได้มากขึ้น ดีขึ้น และถูกลงเรื่อยๆ จนสามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ในหลายตำแหน่งได้จริง
งานวิจัยที่ ‘การ์ลิก’ เคยทำไว้สมัยอยู่ Citi ระบุว่า จำนวนหุ่นยนต์ AI จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า โดยเฉพาะหุ่นยนต์เคลื่อนที่ ทั้งฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์ทำความสะอาด ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ รายงานคาดว่า ภายในปี 2035 จำนวนหุ่นยนต์ AI จะเพิ่มเป็น 1,300 ล้านตัว และอาจทะลุ 4,000 ล้านตัวในปี 2050
รายงานเดียวกันยังคำนวณความคุ้มทุนของการใช้หุ่นยนต์แทนคนอย่างตรงไปตรงมา เช่น หากหุ่นยนต์ราคา 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 466,000 บาท ไปแทนงานที่จ่ายค่าแรงชั่วโมงละ 41 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,280 บาท/ชั่วโมง) จะคืนทุนได้ในเวลาไม่ถึง 4 สัปดาห์ ตัวเลขนี้สะท้อนว่า เมื่อวัดกันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียว “มนุษย์แทบไม่มีทางสู้”
นอกจากหุ่นยนต์แล้ว ‘AI agents’ ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถตัดสินใจ และทำงานได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่งทีละขั้น ก็กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว รายงาน ‘Work Trend Index’ ของ Microsoft ระบุว่า 80% ของผู้นำองค์กรคาดว่า AI agents จะถูกนำมาเป็นส่วนหลักของกลยุทธ์ AI ภายใน 12-18 เดือนข้างหน้า
ด้าน ‘McKinsey & Company’ รายงานว่า ปัจจุบันมีการใช้งาน agents ราว 20,000 ตัว ควบคู่กับพนักงานมนุษย์ 40,000 คน เพิ่มขึ้นจากเพียง 3,000 ตัวเมื่อหนึ่งปีก่อน และคาดว่าในอีก 18 เดือนข้างหน้า จำนวน agents อาจเพิ่มขึ้นจนเทียบเท่าจำนวนพนักงาน
ซึ่งตรงกับความเห็นของ ‘อีลอน มัสก์’ ซีอีโอ Tesla ที่เคยพูดบนเวที ‘World Economic Forum’ ว่า AI มีแนวโน้มจะฉลาดกว่ามนุษย์ในอนาคตอันใกล้ และอาจมีจำนวนหุ่นยนต์มากกว่าคน ซึ่งจะทำให้สินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากกำลังการผลิตของเครื่องจักร
ขณะเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Amazon, Salesforce, Accenture, Heineken, และ Lufthansa ต่างยอมรับว่า AI เป็นหนึ่งในสาเหตุที่บริษัทตัดสินใจเลย์ออฟพนักงานหลายพันตำแหน่งในช่วงที่ผ่านมา
‘คริสตาลินา จอร์เจียวา’ กรรมการผู้จัดการของ International Monetary Fund ยังเตือนว่า AI กำลังถาโถมเข้าสู่ตลาดแรงงานเหมือนคลื่นสึนามิ และหลายประเทศรวมถึงหลายองค์กรยังไม่พร้อมรับมือ ข้อมูลในสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2025 การใช้ AI มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างเกือบ 55,000 ตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ‘เจนเซน หวง’ ซีอีโอ NVIDIA กลับมองว่า กระแส AI จะสร้างงานรายได้สูงให้กับแรงงานที่อยู่ในสายการผลิต AI และชิป รวมถึงงานสายช่างฝีมือ เช่น ช่างไฟ งานก่อสร้าง และงานโครงสร้างพื้นฐาน
สุดท้ายแล้ว ประเด็นอาจไม่ใช่แค่ AI จะมาแทนคนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ใครจะออกแบบอนาคตของการทำงานให้เทคโนโลยีกลายเป็นตัวเสริมศักยภาพมนุษย์ มากกว่าจะเป็นแรงกดดันที่ผลักคนจำนวนมากออกจากระบบเศรษฐกิจ
- นักลงทุนต่างชาติเตือน ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนตลาดแรงงานครั้งใหญ่ เพราะ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง
- Merriam-Webster เลือก ‘slop’ เป็นคำแห่งปี 2025 สะท้อนยุคเนื้อหา AI คุณภาพต่ำล้นโลกออนไลน์
ที่มา: CNBC
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา