เศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ!

ศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เผยว่า ปี 2569 ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ปีม้าไฟ’ เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ คาด GDP เติบโตราว 1.5% ถึง 2% เรียกได้ว่า “ท้าทาย”
เตือนประชาชน ระวังใช้จ่าย รักษางานประจำ
ประชาชนจึงควรระมัดระวังการใช้จ่ายเป็นพิเศษ รักษางานที่ทำอยู่ไว้ให้แน่น ถึงแม้จะรายได้น้อยก็ไม่เป็นไร เพราะหากหลุดจากระบบงานตอนนี้ โอกาสหางานใหม่ค่อนข้างยาก
รวมถึงควรหาวิธีหารายได้เสริมไปพร้อมๆ กับปรับตัวและเพิ่มทักษะแรงงานใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ทั้งทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือทักษะที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย และสามารถนำมาหารายได้เสริมอีกที
“การ Upskilling อาจไม่ได้หมายถึงทักษะเทคโนโลยี หรือ AI เสมอไป แต่ยังหมายรวมถึงทักษะที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ เช่น การทำอาหาร งานช่าง ฯลฯ เปลี่ยนจากซื้อหรือจ้างมาเป็นทำเอง เรียนจากแหล่งความรู้ฟรีอย่างคอร์สออนไลน์หรือยูทูป ช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำจนชำนาญ ต่อยอดเป็นรายได้เสริมได้ในอนาคต”
นอกจากนั้น ยังแนะนำให้ย้อนกลับมาตั้งคำถาม “ยังมีทรัพย์อะไรเป็นภาระอยู่บ้าง” เช่น บ้าน คอนโด ที่ไม่สร้างรายได้ แต่กลับกลายเป็นภาระ ก็อาจต้องตัดใจขายออก เพื่อรักษากระแสเงินสด

แนะผู้ประกอบการเตรียมพร้อม ป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน
ฝั่งผู้ประกอบการ ศาสตราจารย์วิทวัสแนะนำให้ระมัดระวังในหลายด้าน อาทิ ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า สถานการณ์สินค้าจีนทะลัก ไปจนถึงความผันผวนของค่าเงินบาทที่จะกระทบรายได้ผู้ส่งออก ซึ่งคาดว่าอาจทำให้ส่งออกติดลบได้ถึง 1-2%
สิ่งที่ผู้ส่งออกควรทำคือการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนที่จะบั่นทอนกำไรของผู้ส่งออกให้ลดน้อยลงไปอีก แต่เพื่อความไม่ประมาทต่อสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ วิธีดังกล่าวคือการป้องกันความเสี่ยงที่ควรทำ
นอกจากนั้นยังสามารถ ‘ใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ’ รวมถึงมาตรการแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับสินค้า Made in Thailand รวมถึงต้องแสวงหาความร่วมมือใน Supply Chain ผ่านการสร้างคลัสเตอร์ร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มอำนาจต่อรอง
“ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาวิธีการเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการในปีหน้า การรักษาสภาพคล่องน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากำไร พอมันโดนวิกฤติกันมาหลายเด้ง ส่วนตัวคิดว่าปีนี้และปีหน้าจะมีผู้ประกอบการบางรายที่อยู่ไม่ได้แล้วล้มหายตายจากไป
ทีนี้รายที่ยังยืนอยู่และปรับตัวเองได้ ทั้งจากการยอมตัดใจขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI มาใช้เพื่อเพิ่มกำไรและลดต้นทุนการดำเนินการ จนทำให้ยังมีกระแสเงินสดเข้ามา สุดท้ายจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอีกรอบนึงตามรอบเศรษฐกิจ”
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ GDP ไทยปี 69 โตแค่ 1.6% เศรษฐกิจซึมหนัก! ส่งออกทรุด-การเมืองสั่นคลอน
- คนไทยเจอ ‘บ้านแพง’ สิบปีผ่านไป ราคาขึ้นเกิน 50% แต่รายได้เราๆ เพิ่มแค่ 15% เท่านั้น
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา