ถ้าจะบอกว่า วันนี้คนไทยแทบไม่ต้องพกเงินสดออกจากบ้านแล้ว ก็คงไม่เกินจริง เพราะแค่หยิบมือถือขึ้นมา เปิดแอป สแกน QR ก็จ่ายได้แทบทุกอย่างแล้ว ตั้งแต่ร้านรถเข็น ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงห้างสรรพสินค้า

แต่ ‘TrueMoney’ มองว่า ถึงการสแกน QR จะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มันก็ยังมี ‘ขั้นตอน’ ที่ไม่จำเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกเครื่อง เปิดแอป รอโหลด เปิดกล้อง แล้วเล็งให้ตรงกับ QR Code ซึ่งหลายคนทำจนชิน จนไม่ทันรู้ตัวว่ามันเสียเวลาไปมากแค่ไหน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ TrueMoney ประกาศเปิดตัว ‘แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่’ หรือ ‘Tap-to-Pay’ พร้อมวางทิศทางใหม่ โดยขยับจาก Digital Payment App (แอปจ่ายเงินดิจิทัล) เป็น Everyday Financial App (แอปการเงินที่อยู่ในทุกช่วงของชีวิตประจำวัน)
‘มนสินี นาคปนันท์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) แอสเซนด์ มันนี่ อธิบายว่า ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา TrueMoney พยายามทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงคนไทยมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้บุกเบิก e-Wallet การสแกนจ่าย การให้สินเชื่อดิจิทัล ไปจนถึงการลงทุนผ่านแอป ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 32 ล้านคน
แต่เป้าหมายต่อจากนี้ไม่ใช่แค่การเป็นแอปจ่ายเงิน เพราะบริษัทเชื่อว่า การเงินในอนาคตต้อง “ฉลาด” มากกว่าแค่การจ่ายเงินได้
โดยบริษัทวางทิศทางใหม่ไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การลดขั้นตอนการจ่ายเงิน การเชื่อมระบบการจ่ายเงินทั้งในและต่างประเทศ การสร้างระบบสิทธิประโยชน์ที่ยิ่งใช้ยิ่งคุ้ม และการใช้ AI กับข้อมูลเพื่อทำให้บริการทางการเงินตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนมากขึ้น
Tap-to-Pay เปลี่ยนจาก ‘สแกน’ ไปสู่ ‘แตะ’
‘ธนรัฐ ธุวสุจิเรข’ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ ทรูมันนี่ บอกว่า ทุกวันนี้เวลาพูดถึงการแตะจ่ายผ่านมือถือ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการผูกบัตรเครดิตเข้ากับ Google Wallet หรือ Apple Wallet ก่อนนำโทรศัพท์ไปแตะเครื่องรับชำระ
ปัญหาคือ ไม่ใช่ทุกคนมีบัตรเครดิต และไม่ใช่ทุกบัตรจะรองรับการใช้งาน ทำให้ประสบการณ์แบบนี้ยังจำกัดอยู่กับคนบางกลุ่ม
TrueMoney จึงเลือกใช้แนวทางที่ต่างออกไป โดยเปิดให้ผู้ใช้สามารถนำแหล่งเงินได้หลายรูปแบบมาใช้แตะจ่าย ไม่ว่าจะเป็นเงินในวอลเล็ต บัญชีธนาคาร บัตรเครดิต หรือแม้แต่วงเงิน Pay Next และ Pay Next Extra ซึ่งเปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีบัตรเครดิต สามารถเข้าถึงประสบการณ์เดียวกับผู้ถือบัตรได้
‘ธนรัฐ’ บอกว่า กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สุดของบริการนี้ก็คือคนที่ไม่มีบัตรเครดิต เพราะที่ผ่านมา เวลาคนกลุ่มนี้สแกนจ่าย สิ่งที่ได้มีเพียงสลิปยืนยันการชำระเงิน ต่างจากผู้ถือบัตรที่มักได้รับคะแนนสะสมหรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม
TrueMoney จึงพยายามเติมช่องว่างนี้ ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์สำหรับการแตะจ่าย เช่น เงินคืน 5% สำหรับร้านอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ เงินคืน 1% สำหรับการใช้จ่ายอื่น รวมถึงแคมเปญแจกกาแฟฟรี ALL Café สำหรับผู้ใช้ที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งจะเริ่มทยอยเปิดรายละเอียดเพิ่มเติมในเดือนสิงหาคม
ปัจจุบัน TrueMoney รองรับการสแกนจ่ายผ่านเครือข่าย QR กว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ แต่เมื่อเพิ่มบริการแตะจ่ายผ่านเครือข่าย Mastercard ทำให้สามารถใช้งานได้กับจุดรับชำระกว่า 900,000 จุดในประเทศไทย และกว่า 150 ล้านจุดใน 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ผ่านความร่วมมือกับ Mastercard และ Alipay+

‘ธนรัฐ’ เสริมว่า ข้อมูลจากการทดลองใช้งานช่วงแรกสะท้อนว่า ผู้ใช้ตอบรับค่อนข้างดี โดยมีผู้ใช้แตะจ่ายแล้วกว่า 1.5 ล้านคน และเกิดธุรกรรมมากกว่า 5 ล้านครั้ง
นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เปิดให้แตะจ่ายได้ทั้งผ่านเครื่อง EDC และเครื่อง Bluetap พร้อมกัน อีกทั้งผู้ใช้ Android ยังสามารถใช้โทรศัพท์แตะผ่านประตูรถไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรก โดยบริษัทเตรียมเปิดให้บริการร่วมกับ BEM ในระยะถัดไป
ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ ร้านค้าก็ได้ประโยชน์
‘ธนรัฐ’ ยกตัวอย่างว่า เวลาลูกค้าสแกน QR พนักงานมักต้องรอให้ลูกค้าเปิดแอป เปิดกล้อง และสแกนให้เสร็จก่อน แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นการแตะ พนักงานสามารถใช้ช่วงเวลานั้นไปทำงานอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นชงกาแฟ อุ่นอาหาร หรือจัดสินค้า ทำให้การทำงานหน้าร้านลื่นไหลขึ้น
บริษัทจึงเตรียมขยายจุดรับชำระที่รองรับการแตะจ่ายผ่าน Bluetap เพิ่มอีกกว่า 50,000 จุดภายในเดือนกันยายน 2569 โดยมีพันธมิตรอย่าง 7-Eleven, After You, Auntie Anne’s, bhc Chicken, Coffee World, D’ORO, Dunkin’, Krispy Kreme, Fuku, White Story, Yamazaki และอีกหลายแบรนด์เข้าร่วม

นอกจากการแตะจ่าย TrueMoney ยังเดินหน้าขยายบริการในด้านอื่นควบคู่กัน โดยระบบสะสมคะแนน TrueMoney Coins ก็เติบโตต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้ใช้ที่ได้รับ Coins เพิ่มขึ้น 31% และการนำ Coins ไปแลกสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น 87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าจะใช้ AI เข้ามาช่วยให้บริการภายในแอปตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดหน้าแอปตามพฤติกรรม การแนะนำโปรโมชันที่เหมาะกับแต่ละคน หรือระบบแจ้งเตือนการใช้จ่ายแบบเฉพาะบุคคล

หมายเหตุ: Brand Inside เป็นบริษัทในเครือ LINE MAN Wongnai
ที่มา: งานแถลงข่าว “Tap Forward: Your Everyday Money Companion”
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา