WHA: Shape the Future for Thailand กับ จรีพร จารุกรสกุล กำหนดอนาคตประเทศไทย ด้วยระบบนิเวศอุตสาหกรรมแห่งอนนาคต

ในยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ “นิคมอุตสาหกรรม” คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน GDP ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ และสร้างงานให้ผู้คนนับแสน

แต่ในบริบทโลกปัจจุบัน การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนไม่ได้วัดกันที่ค่าแรงหรือทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมตั้งแต่ ระบบโลจิสติกส์ พื้นที่อุตสาหกรรม การบริหารจัดการน้ำและพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนโซลูชันด้านการขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการลงทุนและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน 

เมื่อคำว่า “Net Zero” กลายเป็นมาตรฐานใหม่คำถามคือภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวอย่างไรให้มากกว่าแค่การพยุงตัวให้อยู่รอด

Brand Inside ร่วมพูดคุยและถอดรหัสความคิดกับ “จูน-จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ผู้นำหญิงแกร่งแห่งวงการอุตสาหกรรม กับอนาคตว่า นิยามของนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่จะเป็นอย่างไร

Redefine Industrial Estate นิยามใหม่ของพื้นที่อุตสาหกรรมที่เป็นมากกว่าโรงงาน

จรีพรสะท้อนมุมมองว่า เธอไม่ได้มองนิคมอุตสาหกรรมเป็นเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมสำหรับตั้งโรงงานผลิตสินค้า แต่มุ่งหวังที่จะนิยามความหมายของ “Industrial Estate” ขึ้นมาใหม่ ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่หลอมรวมโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

แพลตฟอร์มดังกล่าวประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Infrastructure) การบริหารน้ำครบวงจร (Water Platform) ระบบจัดการพลังงานหมุนเวียน (Energy Platform) และโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ (Nature Infrastructure) เพื่อพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมและระบบนิเวศสามารถเติบโตไปด้วยกันได้

“คำว่านิคมอุตสาหกรรมในวันข้างหน้า มันไม่ใช่แค่เรื่องของโรงงานอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการสร้างระบบนิเวศที่พร้อมสนับสนุนทั้งธุรกิจ เทคโนโลยี และธรรมชาติให้เติบโตไปพร้อมๆ กันอย่างสมดุล”

From Factory to Forest เมื่ออุตสาหกรรมเลือกที่จะโอบกอดความหลากหลายทางชีวภาพ

หลายคนอาจมองว่า “อุตสาหกรรม” กับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)” เป็นเส้นขนานที่ไม่วันบรรจบกันได้ แต่สำหรับ WHA จุดเริ่มต้นของการทลายกรอบความคิดนี้ มาจากข้อเท็จจริงเรื่องการเลือกทำเลที่ตั้งของบริษัท

พื้นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของ WHA ไม่ได้เกิดจากการสัมปทานไปตัดไม้ทำลายป่าอันอุดมสมบูรณ์ หากแต่เป็นการซื้อต่อมาจากที่ดินรกร้างหรือพื้นที่ซึ่งเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว 

สิ่งนี้จุดประกายคำถามสำคัญว่า นอกเหนือจากการปลูกต้นไม้ตามเกณฑ์มาตรฐานเพื่อผ่านรายงาน EIA แล้ว บริษัทจะสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาดีกว่าเดิมก่อนที่จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่ได้หรือไม่

Net Positive จับมือ “แม่ฟ้าหลวง” สร้างระบบนิเวศผืนป่าที่แท้จริง

แนวคิดดังกล่าวถูกยกระดับจากคำว่า “No Net Loss” หรือการไม่ทำให้ธรรมชาติสูญเสียเพิ่ม ไปสู่เป้าหมาย “Net Positive” ซึ่งหมายถึงการดำเนินธุรกิจที่ส่งมอบผลลัพธ์เชิงบวกและคืนกำไรให้แก่ระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

ในภาคปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนผ่านโครงการปลูกป่าในนิคมฯ (Reforestation) บนพื้นที่นำร่องราว 200–300 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ทว่าปัญหาสำคัญคือ WHA เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนิคมอุตสาหกรรม ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวนศาสตร์

การจะสร้างป่าที่แท้จริงไม่ใช่แค่การเกณฑ์คนไปหย่อนต้นไม้ลงหลุมแล้วปล่อยทิ้ง จึงนำมาสู่โมเดลความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตรที่มีประสบการณ์อย่าง “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่เข้ามาช่วยวางแผนและบริหารจัดการอย่างมีถูกต้อง

“เรายอมรับว่าเราปลูกป่าไม่เป็น แต่เรามีพันธมิตรที่เก่งอย่างแม่ฟ้าหลวง การร่วมมือกันทำให้เราสร้างป่าที่แท้จริงขึ้นมาได้ ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้โชว์ แต่เป็นป่าที่มีชีวิต มีนก มีสิ่งมีชีวิตกลับคืนมาจริงๆ”

เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือนี้คือการสร้าง “ระบบนิเวศใหม่” ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกัน ป่าเหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยดูดซับคาร์บอน เพื่อแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับองค์กรในอนาคต ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ

Smart & Circular Infrastructure ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

การจะทำให้ผืนป่าอุตสาหกรรมเกิดขึ้นได้จริง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งเทคโนโลยี WHA ได้นำระบบอัจฉริยะเข้ามาเป็นแกนกลางในการบริหารจัดการ โดยเดินหน้าโครงการ Digital Transformation อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

แผนงานถูกวางไว้ชัดเจน ตั้งแต่ปี 2567-2568 ที่เน้นเรื่อง AI Transformation ไปสู่การเป็น Smart Enterprise เต็มรูปแบบในช่วงปี 2569-2571 โดยนำ AI และ IoT มาจับระบบควบคุมพลังงานและโครงข่ายทั้งหมด

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Management) ภายใต้แนวคิด Circular Economy เพื่อขับเคลื่อนนิคมฯ ไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ (Zero Discharge)

WHA ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตน้ำทดแทน หรือ Reclamation Water โดยนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วมา ผลิตเป็นน้ำคุณภาพสูง เช่น น้ำปราศจากแร่ธาตุ Demineralized Water แล้วหมุนเวียนส่งกลับไปจำหน่ายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการ 

วิธีการนี้นอกจากจะลดการพึ่งพาน้ำดิบจากธรรมชาติได้เทียบเท่ากับการใช้น้ำของประชากรถึง 7 แสนคนในอนาคตแล้ว ยังเปลี่ยนจากค่าน้ำเสียที่ต้องบำบัดให้กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่บริษัทปีละหลายร้อยล้านบาทอีกด้วย

“กรีนต้องกินได้” กลยุทธ์ปลดล็อก Mindset คู่ค้า เปลี่ยนต้นทุนให้เป็นผลกำไร

ความท้าทายที่ยากที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบายสีเขียว ไม่ใช่เรื่องของการจัดหาเทคโนโลยี แต่คือการปรับเปลี่ยน Mindset ของคู่ค้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักมีความกังวลและมองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมคือ “ค่าใช้จ่าย” หรือภาระต้นทุน (Cost)

ผู้ประกอบการบางรายกังวลไปถึงเรื่องเสถียรภาพและความปลอดภัย เช่น กลัวว่าการติดตั้งระบบ Solar Rooftop จะก่อให้เกิดอัคคีภัยและส่งผลเสียหายต่อเครื่องจักรราคาแพงในโรงงาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ WHA ต้องเข้าไปแก้ไขความเข้าใจผิด

“ถ้าเราบอกให้เขาทำเพื่อโลกอย่างเดียว ในยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้ไม่มีใครทำหรอก กลยุทธ์ของเราคือ ‘Green ต้องกินได้’ มันต้องตอบโจทย์ธุรกิจ ลดต้นทุนให้เขาได้จริง และเห็นผลทันทีตั้งแต่วันแรก”

กลยุทธ์ที่นำมาใช้คือ WHA จะเป็นผู้รับผิดชอบเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวให้ทั้งหมด เช่น การลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop ให้ แล้วจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้แก่ลูกค้าในราคาที่มีส่วนลด (Discount) จากค่าไฟปกติ

วิธีการนี้ทำให้ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขการลดต้นทุนได้ทันทีตั้งแต่ปีแรก โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเงินลงทุน เมื่อคู่ค้าเห็นผลตอบแทน (Return) ที่ชัดเจน มุมมองจึงเปลี่ยนจากภาระไปสู่โอกาสทางธุรกิจร่วมกัน

Green Credentials อาวุธลับของประเทศไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลก

เมื่อมองภาพรวมในระดับมหภาค ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ว่า “WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” คำว่า “Future for Thailand” หรืออนาคตของประเทศไทยในมุมมองของจรีพร คือการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้โดดเด่นและยั่งยืน

ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงกลุ่มทุนข้ามชาติ ต่างใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า “Green Credentials” หรือการมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เป็นหนึ่งในปัจจัยวิกฤต (Critical Factor) ในการเลือกตั้งฐานการผลิต

“ตอนนี้ทุนต่างชาติระดับโลก โดยเฉพาะ Tech Company เวลาเขาจะย้ายฐานการผลิต เขาไม่ได้ถามแค่เรื่องภาษีหรือแรงงานแล้ว แต่คำถามแรกๆ คือ คุณมีพลังงานสะอาดให้เขาใช้ไหม คุณบริหารจัดการน้ำยั่งยืนหรือเปล่า สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องเตรียมให้พร้อม”

การที่ประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมระบบ Smart Green มีพลังงานสะอาดรองรับ และมีระบบการจัดการน้ำที่ยั่งยืน จะกลายเป็นหัวเจาะสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้าน

Entrepreneurship Mindset ส่งต่อ Legacy ธุรกิจที่คิดเผื่อสังคมและโลก

บทบาทของ WHA Group ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ผู้จัดหาที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน แต่เป็นการพยายามสร้างมาตรฐานใหม่ให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับธรรมชาติและชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำหรับตัวของจรีพรเอง “Legacy” ที่เธอปรารถนาจะทิ้งไว้ให้แก่ประเทศไทย ผ่านการขับเคลื่อน WHA คือการสร้างคนและส่งต่อแนวคิดการทำธุรกิจยุคใหม่

“สิ่งที่เป็น Legacy จริงๆ คือการสร้างองค์กรที่พนักงานมี Entrepreneurship Mindset กล้าคิด กล้าทำนวัตกรรมใหม่ๆ และอยากให้แนวคิดการทำธุรกิจที่คิดเผื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ขยายไปสู่องค์กรอื่นๆ ทั่วประเทศ”

เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า อยากเห็นคนรุ่นใหม่มีพลังในการขับเคลื่อนงานและสู้ชีวิต เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยไม่ทิ้งบาดแผลไว้ให้กับสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา