การเปิดตัว ‘Thaimart’ มาร์เก็ตเพลสสัญชาติไทย กลายเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตา เพราะนี่ไม่ใช่แค่ผู้เล่นรายใหม่ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ประกาศตัวว่าอยากเป็น “มาร์เก็ตเพลสของคนไทย เพื่อผู้ประกอบการไทย” ท่ามกลางตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่ถูกผู้เล่นรายใหญ่ครองอยู่แทบทั้งหมด

พร้อมกับแนวคิดที่แตกต่างจากการแข่งขันในปัจจุบัน ทั้งนโยบาย GP 0% ในปีแรก การไม่ทำสงครามราคา และการชูคำว่า “Fair First” หรือ “ความเป็นธรรมต้องมาก่อน” เป็นหัวใจของแพลตฟอร์ม
ทว่าการเข้ามาของ Thaimart ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โมเดลแบบนี้จะมีพื้นที่มากพอหรือไม่ ในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยที่มีมูลค่ากว่า 1.14 ล้านล้านบาท และถูกครองโดย Shopee, TikTok Shop, และ Lazada ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบทั้งหมด
ข้อมูลจากรายงาน ‘e-Conomy SEA’ ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตถึง 51.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน โดย ‘Shopee’ มีส่วนแบ่งตลาดราว 50% ตามด้วย ‘TikTok Shop’ 32% และ ‘Lazada’ อีก 18%
นั่นหมายความว่า การแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่ไม่ได้อยู่แค่การดึงร้านค้าเข้าระบบ แต่ยังต้องแข่งขันทั้งด้านราคา ระบบโลจิสติกส์ ไลฟ์คอมเมิร์ซ คอนเทนต์ โปรแกรม Affiliate และประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า

‘นอท-พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ‘บริษัท ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส จำกัด’ ระบุว่า Thaimart วางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทย ภายใต้แนวคิด “บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย”
โดยย้ำว่า จุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มมาจากประสบการณ์ที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติมาโดยตลอด จึงอยากสร้างพื้นที่ที่ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม
“ผมอยากทำบ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย บ้านหลังนี้ต้องปกป้องผลงานของคนทำงาน ของแท้ต้องไม่แพ้ของปลอม เป็นบ้านที่ยุติธรรม และทำให้คนในบ้านเติบโตไปด้วยกัน”
จุดขายสำคัญของ Thaimart คือการประกาศไม่เก็บค่า GP ในปีแรก ก่อนทยอยปรับเป็นไม่เกิน 5% ในปีที่ 2 ไม่เกิน 8% ในปีที่ 3 และไม่เกิน 10% ในปีที่ 4 ขณะที่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3% จะยังได้รับการยกเว้นจนถึงสิ้นปี 2569
ส่วนค่าขนส่งคิดตามอัตราจริงของผู้ให้บริการ พร้อมแคมเปญส่งฟรีสำหรับ 100,000 ออเดอร์แรก ด้านระบบขนส่ง ผู้ซื้อสามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้เองระหว่าง Flash Express, KEX Express, และไปรษณีย์ไทย โดยแพลตฟอร์มจะไม่กำหนดให้ใช้ผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
‘นอท’ ยอมรับว่า หลายคนตั้งคำถามว่า หากไม่เก็บ GP แล้วแพลตฟอร์มจะมีกำไรได้อย่างไร แต่บริษัทมองว่า การเติบโตควรเกิดขึ้นพร้อมกับผู้ประกอบการ ไม่ใช่เกิดจากการผลักภาระต้นทุนไปยังร้านค้า
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาเป็น ‘คำสัญญา 7 ข้อ’ ของแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นการไม่เติบโตจากการเอาเปรียบผู้ค้า กติกาที่ชัดเจนและอธิบายได้ การยืนอยู่บนหลักความเป็นธรรม การให้ร้านค้าและลูกค้าสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนจริง การจัดการสินค้าปลอมอย่างจริงจัง การช่วยผู้ค้าสร้างแบรนด์ และการพร้อมรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่า Thaimart กำลังพยายามแก้ Pain Point ที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเคยสะท้อนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมที่สูง การติดต่อแพลตฟอร์มที่ทำได้ยาก การพึ่งพาระบบแชตบอต หรือการจัดการสินค้าปลอมที่ยังเป็นปัญหา
นอกจากค่าธรรมเนียมที่ต่ำแล้ว แพลตฟอร์มยังประกาศว่าจะไม่แข่งขันด้วยการทำสงครามราคา แต่เลือกสนับสนุนผู้ค้าผ่าน ‘Thaimart Academy’ ที่เน้นการสร้างแบรนด์ และการตลาด
ทั้งนี้ ‘นอท’ ยอมรับผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า Thaimart ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่เร่งหาผู้ซื้อในทันที โดยเป้าหมายระยะแรกคือการรวบรวมร้านค้าและสินค้าที่มีคุณภาพ รวมถึงพัฒนาฟังก์ชันของแพลตฟอร์มให้สมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2569 ก่อนจะเดินหน้าหาผู้ซื้อในเฟสถัดไป
- เปิดตัว Thaimart มาร์เก็ตเพลสไทย ชูนโยบาย GP 0% ปีแรก หนุน SME ไทยเติบโต
- TikTok Shop ล้ม Lazada ขึ้นเบอร์ 2 อีคอมเมิร์ซอาเซียนแล้ว
ที่มา: รายงาน Ecommerce in Southeast Asia 2026 จัดทำโดย Momentum Works, Thaimart, Facebook: Thaimart, Facebook: นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์, CorpusX, Creden Data
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา