คุยกับ “ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย” ความร่วมมือครั้งสำคัญ NTT DATA x AWS เพื่อพลิกโฉมองค์กรไทย

ในยุคที่ AI ได้กลายเป็นแกนหลักของโลกธุรกิจ เรากำลังก้าวผ่านยุคของการทำ Automation แบบเดิมๆ สู่ยุคของ “AI Native” อย่างเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญขององค์กรธุรกิจในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่จะขึ้นคลาวด์อย่างไรหรือจะใช้ AI ดีไหมแต่เป็นจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ปลอดภัย และวัดผลได้ในระดับโครงสร้างองค์กรได้อย่างไร

ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ NTT DATA (ประเทศไทย) ได้ฉายภาพทิศทางของเทคโนโลยีระดับโลก และการจับมือครั้งสำคัญกับ AWS (Amazon Web Services) ผ่านข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาว Strategic Collaboration Agreement (SCA) เพื่อเป็นเข็มทิศพาลูกค้าองค์กรก้าวข้ามคลื่นความเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้อย่างมั่นคง

ขุมพลังระดับโลก สู่ความเข้าใจองค์กรไทยอย่างลึกซึ้ง

เมื่อพูดถึงผู้ให้บริการด้านไอทีที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรขนาดใหญ่ ชื่อของ NTT DATA คือฟันเฟืองสำคัญที่มีรากฐานแข็งแกร่งในระดับโลก ด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตมากกว่า 3,000 นวัตกรรมต่อปี และเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ระดับโลกกว่า 4-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับในประเทศไทย NTT DATA คือผู้นำตลาดอันดับหนึ่งในด้านบริการไอที (IT Services) แบบครบวงจร ด้วยขุมกำลังพนักงานกว่า 1,700 คนที่ดูแลลูกค้าระดับองค์กร (Enterprise) ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เครือข่าย ระบบคลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันธุรกิจระดับองค์กร ทั้งระบบ ERP อย่าง SAP ที่ดูแลลูกค้าอยู่กว่า 400-500 ราย รวมถึงระบบ CRM อย่าง Salesforce

บทบาทหลักของ NTT DATA จึงไม่ใช่แค่คนวางระบบ แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจระบบโครงสร้างเดิม (Legacy Systems) ของลูกค้าเป็นอย่างดี พร้อมทีมงานปฏิบัติงานจริงในไทยกว่า 90% ที่พร้อมช่วยเร่งเครื่องการทำ Digital Transformation ให้กับลูกค้า

เทคโนโลยีระดับโลกของ AWS ผสานความแกร่งของ NTT DATA

ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับองค์กรต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้า จนถึงการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้น

การก้าวเข้ามาลงทุนสร้าง Local Zone และการเปิดตัว AWS Asia Pacific (Thailand) Region แบบเต็มรูปแบบ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) ที่เข้ามาช่วยปลดล็อกปัญหาหลักขององค์กรไทย ทั้งในเรื่องของความหน่วงเวลา (Low Latency) และข้อกำหนดด้านการเก็บข้อมูลให้อยู่ภายในประเทศ (Data Residency)

ความร่วมมือภายใต้กรอบ SCA ครั้งนี้ จึงถือเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Match) โดย NTT DATA มีความเชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation, Industry Solutions และ System Integration โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับใบรับรองจาก AWS (AWS-certified) เกือบ 11,000 รายทั่วโลกพร้อมสนับสนุนลูกค้า ขณะที่ AWS มีความโดดเด่นด้าน Cloud Infrastructure และการให้บริการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูงและรองรับการขยายตัวได้ในระดับองค์กร (Scalability) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการทำงานในปัจจุบันที่องค์กรต้องการความคล่องตัว สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว และขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วย Cloud และ AI

ศานิต เกษมสันต์ ณ อยุธยา , Head of Cloud and Security ประจำประเทศไทย NTT DATA

สิ่งที่ลูกค้าองค์กรไทยจะได้รับ คือแพลตฟอร์มและโซลูชันครบวงจรสำหรับการขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI ตั้งแต่การปรับโครงสร้างพื้นฐานสู่ Cloud การเข้าถึงโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การเสริมความมั่นคงปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูล ไปจนถึงการร่วมสร้างนวัตกรรมใหม่กับ AWS Ecosystem เพื่อเร่งการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล.

  • AI + Cloud Transformation ระดับองค์กร ย้ายระบบจาก On-premise ไป AWS พร้อมฝัง Generative AI และ Agentic AI ผสาน Automation และ Data Platform เพื่อสร้าง Business Model ใหม่และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operations)
  • Industry Cloud Solutions โซลูชันเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม (เช่น FSI, Healthcare, Manufacturing, Retail) ที่มาพร้อม Business Components กว่า 500 รูปแบบและ AI Agents ช่วยลดเวลา Go-to-market ไม่ต้องเสียเวลานับหนึ่งใหม่
  • AI-driven Customer Experience & Managed Services พัฒนาคอนแทคเซ็นเตอร์อัจฉริยะบน Amazon Connect รองรับระบบตอบรับอัตโนมัติ แชตบอต และการวิเคราะห์อินไซต์แบบเต็มรูปแบบ ตอบโจทย์เทรนด์ CX Modernization
  • Security & Compliance ระดับ Global ออกแบบคลาวด์ภายใต้แนวคิด “Security-first + Compliance-by-design” รองรับ regulatory และ data compliance เข้มงวด ถอดแบบมาจากประสบการณ์ทำ Sovereign Cloud ในยุโรป
  • Co-Innovation + Ecosystem การสนับสนุนจาก AWS ทั้งโปรแกรม, Certification รวมถึงการมี Sandbox และ Innovation Lab สำหรับทดลอง Use Case จริง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงในการลงทุน

ยกระดับธุรกิจด้วย Agentic AI สร้างความได้เปรียบในทุกอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญของการทรานส์ฟอร์มรอบนี้คือ “Agentic AI” หรือบริการตัวแทนอัจฉริยะ ที่ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง Chatbot ถามตอบ แต่สามารถคิด วิเคราะห์ ประสานงาน และสั่งการข้ามแอปพลิเคชันร่วมกับ AI ตัวอื่นๆ ได้ด้วยตัวเอง เช่น Smart AI Agent platform ที่สามารถวิเคราะห์ปัญหา ซัพพอร์ตลูกค้า และกระจายงานให้วิศวกรได้โดยอัตโนมัติ

เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาทำให้การสร้างบริการแบบเจาะจงบุคคลในสเกลใหญ่ (Mass Customization) เกิดขึ้นจริง และลดต้นทุนในการให้บริการ (Cost-to-serve) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมในไทยที่จะเห็นผลลัพธ์และนำไปปรับใช้ได้เร็วที่สุด อาทิ

  • กลุ่มสถาบันการเงินและการประกันภัย (Banking & Insurance): กลุ่มที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสูง สามารถใช้ Agentic AI ในการยกระดับความปลอดภัย ตรวจจับทุจริต การตรวจสอบความถูกต้องของสัญญา และการจัดการงานเอกสารซับซ้อน ด้วยความแม่นยำ
  • กลุ่มการผลิต (Manufacturing) ตัวเร่งสปีดสำคัญในการขับเคลื่อนที่จะช่วยเร่งกระบวนการผลิตและค้าปลีกให้ก้าวไปสู่ยุค Industry 5.0 ที่เน้นการทำงานร่วมกันอย่างสอดประสานระหว่างมนุษย์และAI เพื่อบริหารจัดการ Supply Chain อัตโนมัติ คาดการณ์ความต้องการตลาด และจัดการคลังสินค้าได้อย่างแม่นยำ
  • กลุ่มโทรคมนาคมและค้าปลีก (Telecom & Retail) พลิกโฉมการดูแลลูกค้ากลุ่ม B2C ไปอีกขั้น ด้วยระบบ Customer Service อัจฉริยะที่สแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง สามารถวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาเทคนิคเบื้องต้น หรือประสานงานข้ามระบบเพื่อปิดเคสได้เองทันที

ติดเบรกชั้นเลิศให้ซูเปอร์คาร์ ปรัชญาความสำเร็จที่ยั่งยืน

ธนพงษ์ อธิบายว่า ศักยภาพหลักที่ NTT DATA มอบให้ลูกค้าคือ การให้คำปรึกษาตั้งแต่ Day 0″ ผ่านโซลูชันแบบครบวงจรที่เรียกว่า “AI Factory” เข้าไปช่วยค้นหา Use Case ที่เหมาะสม เลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์

ท่ามกลางผู้ให้บริการด้าน AI มากมาย จุดได้เปรียบที่ทำให้ NTT DATA โดดเด่นคือการส่งมอบ Global Quality, Local Delivery ด้วยเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ระดับโลกกว่า 4-5 พันล้านดอลลาร์ ผสานกับทีมงานที่ลงมือปฏิบัติงานจริงในไทยกว่า 90% ทำให้เข้าใจระบบโครงสร้างเดิม (Legacy Systems) ของลูกค้าเป็นอย่างดี พร้อมด้วยความมุ่งมั่นและความมั่นคงทางการเงินที่จะไม่ทิ้งงานกลางทาง

อยากให้ทุกคนนึกภาพว่า เราต้องเลือกรถให้เหมาะกับการใช้งาน ไม่ใช่ซื้อรถซีดานไปส่งของ หรือไม่ได้ใช้รถส่งของมาขับไปทำงาน อีกทั้งได้วางกรอบเรื่อง AI Governance เพื่อป้องกันปัญหา “Shadow AI” หรือการแอบใช้งานโดยพลการ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้เกิดกับองค์กรได้

ธนพงษ์ ได้ให้ข้อคิดสำคัญทิ้งท้ายไว้ว่า หากคุณมีรถเฟอร์รารีที่เครื่องแรง (AI) แต่ไม่มีเบรกที่ดี (Governance) คุณก็คงไม่กล้าขับเร็ว แต่ถ้าเบรกคุณมีประสิทธิภาพ คุณจะกล้าเหยียบคันเร่งเพื่อทรานส์ฟอร์มองค์กรได้อย่างเต็มที่

เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือระหว่าง NTT DATA และ AWS ในครั้งนี้ คือการสร้าง Safe & Responsible AI บนโครงสร้างคลาวด์ที่มั่นคง เพื่อให้องค์กรธุรกิจไทยกล้าที่จะเหยียบคันเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา