SCB Julius Baer ชี้โจทย์ใหม่ครอบครัวไทย เมื่อ Wealth Planning ไม่ใช่แค่การส่งต่อ แต่คือการออกแบบอนาคต

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า The Great Wealth Transfer หรือการส่งต่อความมั่งคั่งครั้งใหญ่จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนมือของทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล แต่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในบริบทของครอบครัวไทยและกลุ่มเจ้าของธุรกิจที่กำลังเผชิญความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากการขยายธุรกิจข้ามประเทศ โครงสร้างสินทรัพย์ที่หลากหลาย และความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนแต่ละรุ่น

สำหรับ เอเดรียน เมซซินาวเออร์ (Adrian Mazenauer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด มองว่า แก่นของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ที่ความหมายของการส่งต่อที่เปลี่ยนไป “ในอดีต การส่งต่อความมั่งคั่งอาจหมายถึงการส่งต่อทรัพย์สิน แต่วันนี้ความท้าทายจริง ๆ คือการส่งต่อคุณค่า วิสัยทัศน์ และความพร้อมไปยังคนรุ่นถัดไป Wealth Planning จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องการจัดการมรดก แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้ความมั่งคั่งสามารถเดินต่อได้”

เมื่อมองลึกลงไป เอเดรียน อธิบายว่า ความซับซ้อนของ wealth ในปัจจุบันทำให้การวางแผนแบบเดิมเริ่มไม่เพียงพออีกต่อไป ครอบครัวไทยจำนวนมากไม่ได้มีสินทรัพย์อยู่ในประเทศเดียว แต่กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ในยุโรป ไปจนถึงการลงทุนและโครงสร้างธุรกิจในสหรัฐฯ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีกฎหมายมรดก ภาษี และข้อกำกับดูแลที่แตกต่างกัน “เมื่อสินทรัพย์กระจายตัวข้ามพรมแดน การวางแผนแบบพื้นฐานจะไม่สามารถรองรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้อีกต่อไป” เขากล่าว “สิ่งที่จำเป็นคือการออกแบบโครงสร้างที่เหมาะสม เพื่อให้การส่งต่อเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของครอบครัว”

ในอีกด้านหนึ่ง บทบาทของคนรุ่นใหม่ หรือ Next Gen ก็กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่อาจเป็นเพียงผู้รับมรดก กลายมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของครอบครัวตั้งแต่ต้น เอเดรียน มองว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้มีทั้งโอกาสและความท้าทาย “คนรุ่นใหม่มีมุมมองที่แตกต่าง พวกเขาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ความยั่งยืน และผลกระทบต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับมุมมองของคนรุ่นก่อน นั่นทำให้การสื่อสารระหว่างรุ่นกลายเป็นเรื่องสำคัญมาก”

นอกจากประเด็นเรื่องคนและโครงสร้างแล้ว ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ก็กลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของครอบครัวที่มีความมั่งคั่ง ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เคยอยู่ในขอบเขตของการวางแผนแบบเดิม

ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องความมั่งคั่ง ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลข แต่เริ่มเชื่อมโยงกับประเด็นด้าน ESG และการสร้างผลกระทบต่อสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลก “วันนี้ Wealth Planning ต้องตอบคำถามมากกว่าการรักษาทรัพย์สิน แต่รวมถึงว่าครอบครัวต้องการสร้างผลกระทบอะไรให้กับสังคมด้วย” เอเดรียน กล่าว

จากโจทย์ทั้งหมดนี้ ทำให้ SCB Julius Baer ร่วมมือกับ Baker McKenzie พัฒนา “SCB Julius Baer Wealth Planning Series” หลักสูตรที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับครอบครัวผู้ประกอบการไทย โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในทุกมิติของการส่งต่อความมั่งคั่ง

เอเดรียน อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของ Wealth Planning ที่ดีคือโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย ภาษี หรือการถือครองสินทรัพย์ รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง ทรัสต์ หรือ Foundation เพื่อช่วยให้การบริหารและส่งต่อมีประสิทธิภาพ “สิ่งสำคัญคือการมอง Wealth Planning เป็นระบบระยะยาว ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระบบนั้นต้องยืดหยุ่นพอสำหรับโลกที่เปลี่ยนเร็ว และมั่นคงพอสำหรับการส่งต่อหลายรุ่น”

ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งองค์ประกอบที่มักถูกมองข้ามคือเรื่องของ กติกาภายในครอบครัว หรือ Family Governance ซึ่งเป็นตัวกำหนดบทบาท หน้าที่ และกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน “หลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวทรัพย์สิน แต่เกิดจากความไม่ชัดเจน” เขาอธิบาย “การมีโครงสร้างอย่าง Family Charter หรือ Family Council ช่วยให้ทุกคนเข้าใจบทบาทของตัวเอง และลดความขัดแย้งในระยะยาว”

Julius Baer Foundation ได้แบ่งปันมุมมองว่า การทำสาธารณกุศล (Philanthropy) และกิจกรรมด้านการกุศลของครอบครัว (Philanthropic Initiatives) เป็นอีกหนึ่งกลไกที่เปิดโอกาสให้ Next Gen เข้ามามีบทบาทในครอบครัวผ่านการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมและความยั่งยืน พร้อมเรียนรู้การบริหารโครงการ การกำกับดูแล และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในบริบทที่ปลอดภัยและไม่กระทบต่อธุรกิจหลักของครอบครัว ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำ ส่งเสริมการทำงานร่วมกับคนรุ่นก่อน และทำให้ Next Gen เข้าใจบทบาทของครอบครัวต่อสังคมได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งเครื่องมือที่เอเดรียนให้ความสำคัญ คือ ทรัสต์ (Trust) ซึ่งในมุมมองปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมาย “ทรัสต์ ทำหน้าที่เหมือนกลไกกลางที่ช่วยสร้างความโปร่งใส ลดความขัดแย้ง และเปิดพื้นที่สำหรับการสื่อสารระหว่างคนในครอบครัว มันไม่ใช่แค่เรื่องของทรัพย์สิน แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์”

ท้ายที่สุด เอเดรียนทิ้งมุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า การส่งต่อความมั่งคั่งไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการที่ควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนไม่ได้วัดจากมูลค่าทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์ของครอบครัว การส่งต่อคุณค่า และการเตรียมคนรุ่นต่อไปให้พร้อม”

ในมุมนี้เอง ทำให้บทบาทของ SCB Julius Baer ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นผู้ให้คำแนะนำด้านการลงทุน แต่ขยายไปสู่การเป็น “พาร์ตเนอร์ระยะยาว” ที่ช่วยครอบครัวไทยวางแผน ออกแบบ และส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีความหมาย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “Your legacy. Our promise.”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา