ไทยมี 5G ใช้เกือบทั้งประเทศ แต่เพราะอะไร Ericsson ถึงมองว่ายังไปไม่ถึงศักยภาพ?

ประเทศไทยมีโครงข่าย 5G ครอบคลุมประชากรกว่า 95% และเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ดาต้าผ่านมือถือสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่สำหรับ ‘Ericsson’ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีโครงข่ายโทรคมนาคมระดับโลก นั่นอาจยังไม่พอ

เพราะความท้าทายของไทยในวันนี้ กลับไม่ใช่การสร้างเสาสัญญาณเพิ่ม หากเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก 5G สำหรับ ‘ผู้บริโภค’ ไปสู่ 5G สำหรับ ‘ภาคอุตสาหกรรม’ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้งาน AI ในอนาคต

Brand Inside มีโอกาสคุยกับ ‘แอนเดอร์ส เรียน’ ประธาน Ericsson ประเทศไทย ภายหลังการเปิดตัว ‘Ericsson Mobility Report’ ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งชี้ว่า แม้ไทยจะมีโครงข่าย 5G ครอบคลุมในระดับสูง แต่ยังมีอีกหลายโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ หากต้องการใช้ประโยชน์จาก 5G ได้อย่างเต็มศักยภาพ

คนไทยใช้ดาต้าหนัก แต่ยังใช้ศักยภาพของ 5G ได้ไม่เต็มที่

ข้อมูลจาก Ericsson Mobility Report ระบุว่า ประเทศไทยใช้ดาต้าผ่านมือถือเฉลี่ยเดือนละ 34.4 กิกะไบต์ต่อสมาร์ทโฟน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ราว 22 กิกะไบต์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประมาณ 21 กิกะไบต์

แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคดิจิทัลที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถืออย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการรับชมวิดีโอและการใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่ง ‘แอนเดอร์ส’ มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ปริมาณการใช้งานดาต้าของไทยอยู่ในระดับสูง

Ericsson ยังประเมินว่า จำนวนผู้ใช้ 5G ในไทยจะเพิ่มจาก 33 ล้านรายในปัจจุบัน เป็น 93 ล้านรายภายในปี 2574 โดย ‘แอนเดอร์ส’ อธิบายว่าเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่รองรับ 5G มากขึ้น การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น การรับชมวิดีโอที่มีคุณภาพสูงขึ้น รวมถึงแพ็กเกจบริการที่จูงใจให้ผู้ใช้เปลี่ยนจาก 4G มาเป็น 5G

อย่างไรก็ตาม แม้โครงข่ายจะครอบคลุมประชากรกว่า 95% แต่ปัจจุบันผู้ใช้ 5G ยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 36% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด สะท้อนว่า การสร้างโครงข่ายเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอต่อการผลักดันให้ไทยเข้าสู่ยุค 5G อย่างเต็มรูปแบบ

5G ไทยไม่ได้ติดที่สัญญาณ แต่ติดที่การใช้งาน

ประเด็นที่ Ericsson ให้ความสำคัญมากกว่าจำนวนผู้ใช้งาน คือการนำ 5G ไปใช้ในภาคธุรกิจ ‘แอนเดอร์ส’ ระบุว่า เมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ประเทศไทยยังตามหลังในด้านการใช้งาน ‘5G Standalone’ (SA) ซึ่งเป็น 5G รูปแบบเต็มที่เปิดทางให้แต่ละอุตสาหกรรมสามารถใช้งานเครือข่ายที่ออกแบบเฉพาะตามความต้องการได้

ขณะเดียวกัน การใช้งาน 5G ในภาคธุรกิจของไทยก็ยังเติบโตค่อนข้างช้า โดยหลายองค์กรยังมองว่า ‘Wi-Fi’ สามารถตอบโจทย์การเชื่อมต่อได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ‘แอนเดอร์ส’ มองว่า 5G และ Wi-Fi ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในโรงงานหรืออุตสาหกรรมที่ต้องการเครือข่ายซึ่งมีความเสถียรสูง ความหน่วงต่ำ และสามารถรับประกันคุณภาพการเชื่อมต่อได้ หากระบบการผลิตหยุดทำงานเพียงไม่กี่นาที ก็อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจได้มหาศาล

‘แอนเดอร์ส’ เล่าให้ฟังว่า โรงงานของ Ericsson เองที่นำ ‘Private 5G’ หรือเครือข่าย 5G เฉพาะองค์กรมาใช้งาน สามารถเพิ่มผลิตภาพได้ประมาณ 40% เนื่องจากลดช่วงเวลาที่ระบบหยุดชะงัก เพิ่มความต่อเนื่องของสายการผลิต และช่วยให้เครื่องจักรสามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมของบริษัท นี่คือเหตุผลที่การเติบโตของ 5G ระยะต่อไปจะไม่ได้มาจากผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากโรงงาน โลจิสติกส์ ท่าเรือ โรงพยาบาล และอุตสาหกรรมที่ต้องการเครือข่ายเฉพาะสำหรับการดำเนินงาน

ทำไม 5G Standalone ถึงสำคัญต่อไทย

Ericsson มองว่า หนึ่งในเหตุผลที่ประเทศไทยยังใช้ศักยภาพของ 5G ได้ไม่เต็มที่ คือการที่โครงข่ายส่วนใหญ่ยังเป็น 5G แบบ ‘Non-Standalone’

หากอธิบายแบบง่ายที่สุด 5G ที่คนไทยใช้งานอยู่ในปัจจุบันช่วยเพิ่มความเร็วของอินเทอร์เน็ตได้เป็นหลัก แต่ ‘5G Standalone’ จะเพิ่มความสามารถใหม่ให้กับเครือข่าย เช่น การแบ่งทรัพยากรของเครือข่ายออกเป็นหลายส่วน (Network Slicing) เพื่อให้บริการแต่ละประเภทได้รับคุณภาพที่แตกต่างกัน

‘แอนเดอร์ส’ ยกตัวอย่างในสนามแข่ง Formula 1 ที่ญี่ปุ่น ภายในพื้นที่เดียวกันมีทั้งผู้ชมหลายแสนคนที่กำลังถ่ายคลิป แชร์ภาพ หรืออัปโหลดวิดีโอขึ้นโซเชียลมีเดีย ผู้แพร่ภาพการแข่งขันที่ต้องอัปโหลดวิดีโอความละเอียดสูง และในเวลาเดียวกัน ระบบชำระเงินผ่าน QR Code ของร้านค้าที่ต้องทำงานตลอดเวลา

ซึ่งระบบ 5G Standalone ทำให้เครือข่ายสามารถจัดสรร ‘ช่องทางพิเศษ’ ให้แต่ละบริการได้ เช่น ระบบชำระเงินที่ต้องการความเสถียรสูง ผู้แพร่ภาพที่ต้องการแบนด์วิดท์สำหรับอัปโหลดวิดีโอ หรือผู้ใช้งานทั่วไปที่กำลังใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยที่ทั้งหมดสามารถทำงานพร้อมกันได้โดยไม่กระทบกัน

การทำเช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยคลื่นความถี่ย่าน ‘3.5 GHz’ ซึ่งเป็นคลื่นที่ Ericsson มองว่าให้สมดุลระหว่างความเร็ว ความครอบคลุม และความจุของเครือข่ายได้ดีที่สุด

นอกจากนี้ บริษัทมองว่า คลื่นย่านดังกล่าวจะไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการผลักดัน Digital Transformation ของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนผู้ประกอบการ SME กว่า 3.2 ล้านราย และช่วยเพิ่มความน่าสนใจของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

AI กำลังทำให้เครือข่ายไม่เหมือนเดิม

อีกประเด็นที่ Ericsson ให้ความสำคัญ คือ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานเครือข่ายมือถือ จากเดิมที่เน้นการดาวน์โหลดข้อมูล ไปสู่การอัปโหลดข้อมูลกลับไปยังคลาวด์มากขึ้น

แม้ ‘แอนเดอร์ส’ จะยังไม่เห็นผลกระทบต่อเครือข่ายในไทยอย่างชัดเจนในปัจจุบัน แต่เขาเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อ AI Agent การสื่อสารระหว่างเครื่องจักร และระบบสมาร์ทซิตี้ เริ่มถูกใช้งานในวงกว้าง

นั่นหมายความว่า โครงข่ายในอนาคตไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคนใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรองรับการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์จำนวนมหาศาลด้วย

สเต็ปต่อไป คือสร้างมูลค่าจาก 5G ให้ได้จริง

Ericsson มองว่า ความสำเร็จของ 5G ในระยะแรกอาจวัดจากจำนวนผู้ใช้งานหรือพื้นที่ครอบคลุม แต่ในระยะต่อไป ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าจะเป็นการที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถนำ 5G ไปสร้างผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการใหม่ได้มากเพียงใด

สำหรับประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายอาจพร้อมกว่าที่หลายคนคิด แต่ ‘แอนเดอร์ส’ ระบุว่า ความท้าทายที่แท้จริงกำลังอยู่ที่การเร่งให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ 5G อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ในแง่ของการครอบคลุมโครงข่าย 5G ไทยถือว่าอยู่ในระดับที่พร้อมใช้งานแล้ว แต่โจทย์ในระยะต่อไปดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องของการเข้าถึงอีกแล้ว หากเป็นเรื่องของการนำไปใช้

และในวันที่ AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก นั่นอาจเป็นบททดสอบสำคัญว่า 5G ของไทยจะเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ หรือจะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศได้จริง

ที่มา: Ericsson’s Intelligent Connectivity Unleashed: Empowering Thailand’s AI Economy

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา