ชาวเน็ตเลิกเหยียดสถาบันการศึกษาได้แล้ว เพราะยุคนี้ ไม่ว่าจะจบจากที่ไหน ก็โดนเลย์ออฟอยู่ดี

ตั้งแต่ปี 2025 จนถึงปัจจุบัน ปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันจนชินตาคือการที่บริษัทใหญ่ๆ ตัดสินใจเลย์ออฟพนักงานออฟฟิศออกไปนับพันคน ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล่าวิศวกรคอมพิวเตอร์หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าน่าจะสำคัญที่สุดในยุค AI
แต่ความจริงแล้ว หนึ่งในอาชีพที่สำคัญมากๆ และหลายบริษัทยังต้องการอย่างต่อเนื่องคือ ‘ช่าง’ ไม่ว่าจะช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า ช่างเทคนิค ช่างเชื่อม หรือช่างหุ่นยนต์ ก็ล้วนเป็นบุคลากรที่องค์กรใหญ่ตามหา เพื่อขยาย ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
หลักๆ แล้ว อาชีพที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ก็คืองานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะนั่นล่ะ ซึ่งไม่สามารถฝึกกันให้เก่งได้ในข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการฝึกปรือกับการสั่งสมประสบการณ์ล้วนๆ
จะมี AI ให้ใช้ ต้องมีแหล่งพลังงานที่ดีก่อน

แม้การเติบโตของ AI จะดูดิจิทัลจ๋าขนาดไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยคือโครงสร้างทางกายภาพที่คอยโอบอุ้มนวัตกรรมเหล่านี้
ปัจจุบัน นักลงทุนให้ความสำคัญกับเซมิคอนดักเตอร์ ระบบคลาวด์ กับการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอย่างมาก ซึ่งภายศูนย์นั้นก็มีองค์ประกอบย่อยมากมาย เช่น โครงข่ายไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าย่อย ระบบผลิตไฟฟ้าสำรอง และระบบระบายความร้อน ส่งผลให้บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการดูแลโครงสร้างเหล่านี้จึงเป็นที่ต้องการสูง
สำนักข่าว Fortune รายงานว่า อาชีพช่างกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2026 มีความต้องการเพิ่มขึ้นดังนี้
- ช่างหุ่นยนต์: เพิ่มขึ้น 107%
- วิศวกรระบบปรับอากาศและระบายอากาศ: เพิ่มขึ้น 67%
- อาชีพเกี่ยวกับการก่อสร้าง: เพิ่มขึ้น 30%
- ช่างเชื่อม: เพิ่มขึ้น 25%
- ช่างไฟฟ้า: เพิ่มขึ้น 18%
ปัจจุบัน Goldman Sachs บริษัททองคำระดับโลกคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมพลังงานในสหรัฐอเมริกากับยุโรปน่าจะต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอีก 510,000 คน และ 250,000 คนตามลำดับ
ความต้องการสูงมาก แต่แรงงานไม่พอ เพราะเป็นอาชีพที่คนมองข้าม

ทั้งนี้ พอความต้องการพุ่งขึ้นไวมาก สวนทางกับกำลังคนในปัจจุบันที่เริ่มถึงวัยเกษียณแล้ว ตลาดแรงงานจึงกำลังขาดแคลนอาชีพช่างในหลายแขนง ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการทำโปรเจกต์เกี่ยวกับ AI ได้
นอกจากนี้ ‘Sander van’t Noordende’ ซีอีโอ Randstad บริษัทจัดหางานระดับโลก เผยว่า เนื่องจากเด็กๆ ทั่วโลกถูกปลูกฝังให้ต้องเรียนในมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ส่งผลให้คนรุ่นหลังหลายคนตัดสินใจไม่เข้าเรียนในสถาบันฝึกอาชีพเลย
“มุมมองที่ล้าหลังแบบนี้ทำให้อาชีพที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะถูกมองข้ามไป แต่ตอนนี้ AI กำลังทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่า อาชีพเหล่านั้นสำคัญมากแค่ไหน และกำลังจะพัฒนาไปสู่อะไร” Noordende กล่าว
ในตอนนี้ หลายบริษัทที่กำลังสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จึงใช้วิธีดึงดูดแรงงานช่าง ด้วยการให้ค่าแรงมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ
เช่น ช่างก่อสร้างถูกจ้างในอัตรา 1,290 บาทต่อชั่วโมง คิดเป็นเกือบ 2.7 ล้านบาทต่อปี มากกว่าพนักงานก่อสร้างทั่วไปถึง 32% หรือช่างไฟฟ้าบางคนที่ยังอายุไม่ถึง 30 ปีด้วยซ้ำ ก็สามารถทำรายได้ราว 7.8 – 9.2 ล้านบาทต่อปีแล้ว
Noordende มองว่า นี่คือโอกาสทองของ Gen Z เพราะช่างจะกลายเป็นอาชีพที่ทั้งรายได้ดี ไม่หวั่นต่อการมาของ AI และไม่ต้องเสียเวลานานถึง 4 ปี เพื่อแลกกับวุฒิปริญญาตรีที่อาจไม่ช่วยอะไรด้วย
เงินดี งานหนัก แต่ Gen Z ยอมแลก

ในอีกมุมหนึ่ง แม้เงินจะดีขนาดไหน ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า สายงานช่างนั้นใช้แรงงานหนักมาก ตั้งแต่การใช้กำลังกาย ไปจนถึงชั่วโมงการทำงานที่ยาวเหยียด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นช่างให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ยังหมายความว่า คุณต้องสามารถย้ายถิ่นฐานไปยังโลเคชันต่างๆ ที่บริษัทให้ไปทำงานด้วย เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นสุดๆ
อย่างไรก็ตาม Fortune เผยว่า Gen Z ยินดีมากที่จะทำอาชีพเหล่านี้ เพราะเมื่อเทียบกับค่าแรงแล้ว ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม
‘Jacob Palmer’ คือตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เข้าเรียนโรงเรียนฝึกช่างไฟฟ้าแทน ซึ่งเขาบอกว่า มันคุ้มมาก เพราะในวัยเพียง 21 ปี ก็สามารถเปิดธุรกิจเป็นของตนเองแล้ว และทำรายได้เกือบ 3 ล้านบาทภายในปีแรกที่เปิดกิจการ
Palmer กล่าวว่า ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังจมอยู่กับกองหนี้สินที่กู้มาเพื่อเรียนต่อ แถมยังเผชิญกับความไม่แน่นอนในตลาดแรงงาน ตัวเขาตอนนี้ไม่เป็นหนี้ใครเลย และมีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปีด้วย
สุดท้ายแล้ว ในยุคที่อะไรๆ ก็ต้องใช้ AI แบบนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทเทคต่างๆ จะขยายดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นไปอีก ไม่เว้นแม้แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น อาชีพช่างคงจะเป็นที่ต้องการของตลาดไปอีกนาน
- ในอีก 5 ปีข้างหน้า ‘อาชีพ‘ เหล่านี้จะ ‘เติบโต’ และ ‘ถดถอย’ เร็วที่สุด
- อะไรใหม่ๆ ดาต้าเซ็นเตอร์ลอยน้ำ ย้ายไปไหนก็ได้ แก้ปัญหาที่ดิน-ไฟฟ้าไม่พอ เตรียมใช้จริงปี 2027
- TikTok จะลงทุนในไทย 8 แสนล้านบาท วางเป็น ‘จุดยุทธศาสตร์’ เก็บ-ประมวลผลข้อมูลของภูมิภาค
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา