I love TikTok ฉันรักติ๊กต็อก I love TikTok ฉันรักติ๊กต็อก I love TikTok ฉันรักติ๊กต็อก
ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนมุกเรียกอัลกอริทึม แต่ในอีกด้าน มันก็สะท้อนความจริงของโลกการค้าบนแพลตฟอร์มยุคใหม่ ที่การมองเห็นอาจแปลตรงๆ เป็นยอดขาย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ ‘การซื้อ’ กับ ‘การเสพคอนเทนต์’ แยกออกจากกัน วันนี้ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในหน้าจอเดียว
นั่นทำให้การไลฟ์ขายของกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เติบโตเร็ว แต่ก็แข่งขันสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่มักไม่ถูกพูดถึงคือ แม้ใครๆ จะเข้ามาเริ่มได้ แต่การ ‘อยู่รอด’ กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเบื้องหลังครีเอเตอร์ที่ทำยอดได้จริง คือการทำงานที่ต้องใช้ทั้งเวลา ทีม และความสามารถในการปรับตัวแทบจะตลอดเวลา ไม่ต่างจากการบริหารธุรกิจขนาดย่อม
Brand Inside ได้มีโอกาสคุยกับ ‘นุ๊ก-รัฐดล รัตนจริยา’ ครีเอเตอร์สายไอที และ ‘ตาล-จุฑามาศ ส่องศรีโรจน์’ ครีเอเตอร์สายสปอร์ต เพื่อชวนดูว่าเบื้องหลังตัวเลขยอดขายเดือนละ ‘หลักล้าน’ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องแลกกับอะไรบ้าง

จากมนุษย์ออฟฟิศและเจ้าของหน้าร้าน สู่การเป็นครีเอเตอร์ 100%
‘นุ๊ก’ จากช่อง ‘nookkaida‘ เน้นการรีวิวและไลฟ์ขายสินค้ากลุ่มไอทีเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนของโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตมากกว่า 50% เสริมด้วยโน้ตบุ๊ก เมาส์ คีย์บอร์ด และหูฟังเกมมิ่ง นอกจากนี้เขายังขยายการทำคอนเทนต์ไปยังช่องใหม่ๆ ที่ครอบคลุมเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และยานพาหนะไฟฟ้าอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกูตเตอร์
ส่วน ‘ตาล’ หรือเจ้าของช่อง ‘koolkool88‘ เน้นการทำคอนเทนต์ และไลฟ์ขายสินค้ากลุ่มสปอร์ตและแฟชันเป็นหลักถึง 80% ซึ่งประกอบไปด้วยรองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ เสื้อฟุตบอล เสื้อยืด และกระเป๋า ส่วนอีก 20% ที่เหลือจะกระจายไปในกลุ่มไลฟ์สไตล์และเฟอร์นิเจอร์ราคาประหยัดตามแคมเปญต่างๆ ของ TikTok
แม้จุดเริ่มต้นของทั้งสองไม่ได้มาจากพื้นเพเดียวกัน แต่ทั้งคู่กลับมี ‘วิธีคิด’ ที่คล้ายกันอย่างน่าสนใจ
‘ตาล’ เคยเป็น HR ในองค์กรใหญ่ ดูแลพนักงานกว่า 2,000-3,000 คน ขณะที่ ‘นุ๊ก’ เป็นเจ้าของร้านมือถือในมาบุญครอง ซึ่งเป็นธุรกิจออฟไลน์ที่ต้องใช้เวลา และแรงในการปิดดีลค่อนข้างสูง แต่ทั้งคู่เริ่มทดลองทำคอนเทนต์ในช่วงโควิด-19 จากจุดตั้งต้นที่ไม่ได้มีความรู้ด้านคอนเทนต์มาก่อน
เคสของ ‘ตาล’ เริ่มจากการขายเต็นท์ตามกระแสแคมปิ้งแบบ “ลองเล่นๆ” ก่อนจะพบว่าสามารถสร้างรายได้จริง และค่อยๆ ขยายไปสู่หมวดอื่นจนกลายเป็นธุรกิจเต็มตัว ส่วนของ ‘นุ๊ก’ เริ่มจากการลองผิดลองถูกแบบแทบไม่รู้พื้นฐาน ทั้งการถ่าย การตัดต่อ หรือแม้แต่การปักตะกร้า
จุดร่วมสำคัญคือ ทั้งสองคนไม่รีบลาออก แต่ใช้ ‘ตัวเลข’ เป็นตัวตัดสิน ‘ตาล’ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีจนรายได้เริ่มนิ่ง ขณะที่ ‘นุ๊ก’ เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนเมื่อรายได้จากออนไลน์แซงหน้าร้านออฟไลน์ และเมื่อถึงจุดที่ตัดสินใจทำเต็มตัว ตัวเลขก็เริ่มสะท้อนขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น
ในฝั่งของ ‘ตาล’ ปัจจุบันสามารถทำยอดขายระดับ 10 ล้านบาทต่อเดือนขึ้นไป ขณะที่รายได้ที่ได้รับจริงอยู่ราว 500,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสะท้อนโครงสร้างรายได้ของครีเอเตอร์ที่ไม่ได้เท่ากับยอดขายโดยตรง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง รายได้ระดับนี้ไม่ได้โตแบบก้าวกระโดดตลอดเวลา เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเริ่มนิ่ง การเติบโตจะค่อยๆ ขยับ เช่น จาก 10 เป็น 12 หรือ 15 มากกว่าการกระโดดแบบทวีคูณ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเริ่มมีการแข่งขันและข้อจำกัดมากขึ้น
เมื่อรายได้หลักมาจากการไลฟ์ การทำงานก็เปลี่ยนไป
เมื่อรายได้เริ่มมาจากการไลฟ์เป็นหลัก โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งสองคนใช้เวลาไลฟ์วันละ 10-15 ชั่วโมง โดย ‘ตาล’ ไลฟ์ตั้งแต่ประมาณ 8 โมงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม หรือยาวกว่านั้นในช่วงแคมเปญ ขณะที่ฝั่ง ‘นุ๊ก’ ก็ไม่ต่างกันมาก
สิ่งที่ตามมาคือการต้องมีทีมรองรับ ‘ตาล’ ขยายทีมเป็นประมาณ 6 คน จากเดิมที่เริ่มคนเดียว ขณะที่ ‘นุ๊ก’ มีผู้ช่วย 2-3 คน เพื่อช่วยทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ตั้งแต่การหยิบสินค้า เช็กสต็อก ไปจนถึงดูระบบ OBS และมอนิเตอร์ตัวเลขแบบเรียลไทม์
ถ้าดูจากจำนวนคนดู ก็พอเห็นภาพการแข่งขันที่หนักขึ้นได้เหมือนกัน ช่วงแรก ‘ตาล’ เคยมีผู้ชมหลักพัน แต่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยอยู่ราว 300-400 คน และอาจลดลงเหลือหลักร้อยในช่วงที่กำลังซื้ออ่อน เช่น ก่อนเงินเดือนออก
ขณะที่ฝั่ง ‘นุ๊ก’ จำนวนผู้ชมมีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อย แต่ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดเดียว เพราะ ‘ยอดขาย’ สามารถกลับมาได้ทันทีหากเลือกสินค้าและจังหวะถูกต้อง
นี่ทำให้การไลฟ์กลายเป็นเรื่องของการตัดสินใจเร็ว มากกว่าการวางแผนล่วงหน้าเพียงอย่างเดียว เมื่อยอดตก ทั้งคู่จะไม่ฝืน แต่เปลี่ยนสินค้า หรือดึงสินค้าลดราคามาเป็นตัวเรียกคนดูทันที
ความแตกต่างระหว่าง ‘สายสปอร์ต’ และ ‘สายไอที’
ถ้าฝั่งสปอร์ตคือการสร้างลูกค้าซื้อซ้ำ ฝั่งไอทีกลับเป็นเรื่องของความเร็ว
‘ตาล’ เล่าให้ฟังว่า ฝั่งสปอร์ตมีจุดแข็งเรื่องการซื้อซ้ำ ลูกค้ากลุ่มนี้ โดยเฉพาะวัยรุ่นถึงวัยทำงานตอนต้น (ประมาณ 18-35 ปี) มีพฤติกรรมซื้อซ้ำสูง ทั้งรองเท้า เสื้อ และกระเป๋า ซึ่งช่วยสร้างฐานรายได้ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยอดขายก็ผันผวนตามอารมณ์ตลาด เช่น เสื้อฟุตบอลที่ขึ้นอยู่กับฟอร์มทีม หากทีมชนะ ยอดขายจะพุ่งทันที แต่หากแพ้ ความต้องการแทบหายไป ซึ่งสะท้อนว่าการขายไม่ใช่แค่เรื่องสินค้า แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกร่วมของผู้บริโภค
ในฝั่งไอที ‘นุ๊ก’ อธิบายว่า ‘ความเร็ว’ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด โดยเฉพาะช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ หากสามารถรีวิวได้ก่อน มีโอกาสสร้างยอดขาย และถูกเห็นมากกว่า
นอกจากนี้ ยังมีอินไซต์ที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ความสนใจในสินค้าทางเลือกอย่างจักรยานไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นตาม หรือกลุ่มผู้ชมที่อายุน้อยลง ทำให้เกิดพฤติกรรมเก็บเงินซื้อเองมากขึ้น แทนการใช้บัตรเครดิต
ความต่างที่ชัดอีกอย่างคือ ความเร็วในการปิดการขาย ‘นุ๊ก’ เล่าว่า การขาย iPhone หน้าร้าน 1 เครื่อง อาจใช้เวลา 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แต่ในไลฟ์สามารถขายได้ 10 เครื่องในเวลาสั้นกว่า ซึ่งสะท้อนว่าพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก
ความจริงใจต้องทำงานคู่กับข้อมูล
ในตลาดที่สินค้าหลายอย่างแทบไม่ต่างกันนัก สิ่งที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อ อาจไม่ใช่ตัวสินค้าอย่างเดียว แต่คือความน่าเชื่อถือของคนขาย
‘ตาล’ เลือกขายเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอิน เช่น สินค้าสปอร์ตที่คิดเป็นประมาณ 80% ของช่อง และหลีกเลี่ยงหมวดที่ไม่ถนัด ขณะที่ ‘นุ๊ก’ ใช้วิธีทดสอบสินค้าจริงก่อนรีวิว และปฏิเสธสินค้าที่สเปกไม่ตรง แม้จะเป็นงานจ้าง
รูปแบบการสื่อสารจึงเน้นความเข้าใจง่าย มากกว่าความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค เช่น การพูดภาษาบ้านๆ หรือการทดสอบให้เห็นจริงอย่างการเล่นเกมแล้ววัดความร้อนของเครื่อง
ในขณะเดียวกัน ทั้งคู่ใช้ข้อมูลหลังบ้านเป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการดูจำนวนคนดู การเปลี่ยนสินค้าแบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่การลบคลิปที่ยอดไม่ดีแล้วถ่ายใหม่
ฝั่ง ‘นุ๊ก’ ยังใช้เทคนิค ‘สินค้าเรียกแขก’ โดยหยิบสินค้าราคาพิเศษขึ้นมาก่อน เพื่อสร้างยอดออเดอร์เริ่มต้น 5-10 ชิ้น ให้คนดูรู้สึกว่าสินค้ากำลังขายจริง และดึงคนดูให้อยู่ต่อ ก่อนจะขยับไปขายสินค้าที่มีกำไรสูงขึ้น
ทักษะที่ต้องมี: ขยัน สม่ำเสมอ และหาจุดแข็งที่แตกต่าง
เมื่อจำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้น ความยากของสนามก็เพิ่มขึ้นตาม ทั้งจากครีเอเตอร์ใหม่ และผู้เล่นจากแพลตฟอร์มอื่นอย่าง YouTube ที่เริ่มเข้ามาแข่งขันโดยตรง
แต่สิ่งที่ทั้งสองคนย้ำคือ ไม่จำเป็นต้องแข่งกับคนอื่นโดยตรง ‘นุ๊ก’ เลือกโฟกัสที่การพัฒนาตัวเอง โดยย้อนดูคลิปย้อนหลังวันละประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง ขณะที่ ‘ตาล’ เน้นการหาสิ่งที่คนอื่นยังไม่ได้ทำ เพื่อสร้างความแตกต่าง
ในเชิงพฤติกรรมการทำงาน ทั้งสองคนทำงานในลักษณะ ‘Content Loop’ คือ ตื่นมาไลฟ์ ทำคลิป ตัดต่อ ตอบคอมเมนต์ แล้วกลับมาไลฟ์อีกครั้ง วนซ้ำทุกวัน ซึ่งสะท้อนว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากคลิปไวรัลเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากความสม่ำเสมอ
ถ้ามองจากภายนอก การไลฟ์ขายของอาจดูเหมือนอาชีพที่ใครก็เริ่มได้ แค่มีโทรศัพท์หนึ่งเครื่องกับสินค้าสักชิ้น แต่จากสิ่งที่ ‘ตาล’ และ ‘นุ๊ก’ เล่า ภาพจริงกลับใกล้เคียงกับการบริหารธุรกิจขนาดย่อมมากกว่า ต้องอ่านตัวเลข จัดการทีม รับมือกับยอดที่ขึ้นลง และตัดสินใจให้เร็วแทบทุกวัน
- สัมภาษณ์ ‘เปา-พีรดนย์’ จากทายาทโรงสี สู่เจ้าของ iHAVECPU อาณาจักรร้านประกอบคอมพิวเตอร์มูลค่าพันล้าน
- TikTok LIVE Fest 2025 สะท้อนอะไร? เมื่อครีเอเตอร์บอกว่า ไลฟ์คือสนามแข่ง และโอกาสครั้งที่สอง
- เจาะเบื้องหลังไวรัล ‘Bad Shawty’ จาก PROXIE เมื่อบอยกรุ๊ปเข้าใจทั้งเพลง ตลาด และแพลตฟอร์ม
ที่มา: TikTok Shop Awards 2026
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา