
ถ้าใครได้เล่น TikTok ก็คงจะเห็นขนมแบรนด์หนึ่งที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ อย่าง OAT CHOCO หรือ NOUGATTO ของแบรนด์ ‘เนสไลน์’ กันมาบ้าง
จากจุดเริ่มต้นที่นำเข้าขนมมาขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จนปัจจุบันเนสไลน์มีสินค้ามากกว่า 70 SKU วางขายตามห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ จนทำยอดขายได้ถึง 300 ล้านบาทต่อปี
เริ่มต้นด้วยทุน 2 หมื่นบาท จากการนำเข้าขนม
‘เนสไลน์’ ถูกก่อตั้งขึ้นมาจาก 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ได้แก่ ไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) อับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และ เมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ภายใต้ชื่อ บริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด
โดยก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจนำเข้าขนม ทั้ง 3 ไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับขนมหรืออาหารมาก่อนแต่อย่างใด แต่เริ่มจากการทำธุรกิจนำเข้าสินค้าไอทีและ Gadget
ก่อนที่การระบาดของโควิด-19 จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทั้ง 3 จึงมองหาสินค้าที่เข้าถึงได้ง่ายและที่สำคัญมีการบริโภคทุกวัน ประกอบกับได้มองเห็นถึงช่องว่างของตลาด จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้นำเข้าขนมมาขายในประเทศไทย
โดยมีเงินทุนเริ่มต้นเพียง 20,000 บาทเท่านั้น และวางขายช่วงแรกในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee และ Lazada

ต้นทุนต่ำไม่ใช่คำตอบของธุรกิจ
หลังจากที่ทดลองวางขายจนเห็นทางไปได้สวย ก้าวต่อไปคือการมองหาโอกาสในการขยับขยายธุรกิจ
ไฟซอลเล่าว่า เมื่อสินค้ามีการตอบรับที่ดี จึงเริ่มติดต่อหาแหล่งผลิตโรงงาน OEM ในประเทศจีนด้วยตนเอง แต่ในช่วงแรกกลับต้องเผชิญปัญหา ทั้งจากมาตรฐานการผลิตและรสชาติขนม ทำให้ได้คำตอบว่า การที่ ‘ต้นทุนต่ำ’ นั้นไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนสำหรับการทำธุรกิจในระยะยาว
ซึ่งหลังจากเปลี่ยนโรงงานผลิตมาหลายแห่ง ในที่สุดเนสไลน์ก็เจอจุดที่ลงตัว โดยเน้นไปที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และราคาที่เข้าถึงได้
พร้อมกับควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ รสชาติ และเนื้อสัมผัสของสินค้า ทั้งยังมีการรับรองสินค้าเป็นมาตรฐานสากลอย่าง อย. HACCP HALAL และ ISO9001

สินค้าเต็มตลาด บทเรียนแรกคือการจดเครื่องหมายการค้า
สินค้าที่เรียกได้ว่าเป็นจุดที่ทำให้เนสไลน์เติบโตและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ก็คือ ‘OAT CHOCO’ ขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง ที่พาให้แบรนด์เติบโตแตะ 100 ล้านบาท ในปี 2566
แต่ด้วยความที่มุ่งมั่นทำการตลาดเป็นหลัก ทำให้เนสไลน์ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ OAT CHOCO
ไม่นานหลังจากนั้นทำให้มีผู้ผลิตและคู่แข่งที่ทำสินค้าในลักษณะเดียวกันออกมาเป็นจำนวนมาก นี่จึงกลายเป็นบทเรียนแรกและบทเรียนสำคัญที่ทำให้เนสไลน์เริ่มจดเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าใหม่ในเวลาต่อมา

จาก Online สู่ Modern Trade จุดเปลี่ยนสู่ยอดขาย 300 ล้านบาท
ในช่วงแรกอาจจะบอกได้ว่าเนสไลน์นั้นเป็นแบรนด์ที่สร้างการเติบโตมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ใช้โปรโมชันราคามาเป็นตัวขับเคลื่อน
แต่หลังจากที่ได้จับมือกับ Distributor อย่าง บริษัทเพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น (PENS) ที่มีเครือข่ายธุรกิจแข็งแกร่ง ก็กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนให้แบรนด์ขยายการเติบโตได้ยิ่งกว่าเดิม
ด้วยการขยายช่องทางจำหน่าย ไปสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โมเดิร์นเทรด ซูเปอร์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่ง และค้าปลีกทั่วประเทศ รวมๆ แล้วกว่า 22,000 แห่ง
ทำให้สินค้าของเนสไลน์กระจายเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย โดยปัจจุบันมีจำนวนยอดขายออฟไลน์มากถึง 70% ทั้งยังทำให้แบรนด์ขยายการเติบโตอย่างรวดเร็วจนแตะ 300 ล้านบาทในปี 2568
นอกจากนี้เนสไลน์ยังใช้กลยุทธ์การขายหลายขนาด หลายราคา เพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น และกระตุ้นการซื้อซ้ำ
รวมถึงแนวคิด ‘ขนมแบ่งปัน’ ที่ใช้บรรจุภัณฑ์แบบ Multi-piece มีซองขนมบรรจุแยกในแต่ละถุง ทำให้พกพาได้ง่าย แบ่งกับคนอื่นสะดวก เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น

ตั้งเป้าธุรกิจนำเข้าขนมรายใหญ่ที่สุดในไทย
ในปี 2569 เนสไลน์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการทำธุรกิจขนมนำเข้า โดยวางตำแหน่งของตนเองเป็นขนมทางเลือกใหม่ของตลาด หรือ Alternative Products ที่พัฒนาสินค้าใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 5-10 SKU
โดยในอนาคตตั้งใจสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจขนมนำเข้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มองภาพยอดขายในอนาคตอยู่ที่ 1,000 ล้านบาทภายใน 4 ปี รวมถึงการเป็น Trendsetter ที่ไม่ใช่แค่แบรนด์ขนมนำเข้า แต่สร้างตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา