
ในยุคนี้ที่ค่าครองชีพกำลังพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ใครที่กำลังวางแผนทำบ้านกำลังคิดหนัก เพราะไม่ว่าจะค่าตกแต่ง ต่อเติม สร้างบ้าน ไปจนถึงค่าแรง ก็แพงขึ้นตามกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ใครทุกคนต่างเจอกับโจทย์เดียวกันนั่นก็คือ จะคุมต้นทุนอย่างไรไม่ให้บานปลาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องได้ของที่มีคุณภาพดีเท่าเดิม
สิ่งนี้ทำให้ชื่อของ “Dohome” กลายเป็นคำตอบที่น่าสนใจ จากแนวคิดที่ต้องการเป็นมากกว่าร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ให้กลายมาเป็นสถานที่เมื่อลูกค้ามาแล้วยังได้ “กำไร” กลับไปด้วย แล้วข้อแตกต่างของ Dohome คืออะไรบ้าง ลองมาดูกัน

แค่ก้าวเข้ามาก็ “กำไร” พร้อมสินค้าราคาส่งในทุกวัน
ลองนึกภาพเป็นตัวเองที่กำลังจะเดินเข้าร้านวัสดุก่อสร้าง แต่ละคนจะคาดหวังสิ่งที่พบเจออย่างไร ของมีให้เลือกเยอะ ราคาดี เดินสะดวก พนักงานพร้อมให้คำแนะนำ หรือบริการที่ครบจบไม่ต้องไปหาข้างนอก
เชื่อหรือไม่ว่าทั้งหมดนี้สามารถหาได้ใน Dohome เพราะที่นี่ไม่เพียงแต่ชูจุดเด่นเรื่องสินค้าวัสดุก่อสร้างเท่านั้น แต่ยังยึดความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก และนำมาปรับให้เข้ากับการใช้งานจริงทุกมิติ จนกลายมาเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจ

ผลที่ได้คือความรู้สึกประทับใจของลูกค้าที่เดินเข้ามา เปลี่ยนความคิดว่าเข้าร้านวัสดุก่อสร้างแล้วจะได้เพียงสินค้าติดไม้ติดมือเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็นการ “ได้กำไร” กลับไปด้วย ทั้งจากราคาที่ดีกว่า สินค้าที่หลากหลาย ความคุ้มค่า และบริการที่ครอบคลุม
สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง “กำไร” ของลูกค้าได้ดีที่สุด ก็คือการจำหน่ายสินค้าใน “ราคาส่ง”
โดยปกติเรามักจะต้องซื้อของในปริมาณมากเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง จุดนี้เองที่ทำให้ Dohome แตกต่างจากกรอบธุรกิจแบบเดิมๆ เพราะลูกค้าจะได้สินค้าราคาส่งในทุกวัน
หากถามว่าทำได้อย่างไร Dohome มีแต้มต่อด้วยประสบการณ์ในธุรกิจมากกว่า 40 ปี ทำให้มีความเชี่ยวชาญในการบริหารทรัพยากรและสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถทำให้กลยุทธ์ “ราคาส่งทุกวัน ” เกิดขึ้นได้จริง

สินค้าครอบคลุมทุกความต้องการ จบได้ในที่เดียว
สิ่งที่เข้ามาช่วยเสริมการขายของ Dohome คือการเป็น One-stop Service ที่มีของให้เลือก ครบ จบ ในที่เดียว
ด้วยรายการสินค้าที่มีมากกว่า 100,000 SKU ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ทำให้ทุกองค์ประกอบของการสร้างบ้านสามารถเลือกซื้อได้ภายในที่เดียวเท่านั้น
ทั้งยังเข้าถึงลูกค้าและคนที่อยากทำบ้านอย่างทั่วถึง ด้วยการเปิดสาขาขนาดใหญ่กว่า 27 แห่ง ทั่วประเทศไทย และสาขาขนาดเล็ก Dohome Togo ครอบคลุมพื้นที่ในชุมชนกรุงเทพและปริมณฑล รวมไปถึงการสั่งซื้อบนเว็บไซต์ เรียกได้ว่าจะหน้าร้านหรือออนไลน์ ลูกค้าก็สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามใจ

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่กว้างขวางในพื้นที่กว่า 15,000-18,000 ตร.ม. ซึ่งเมื่อได้ลองก้าวเข้าไป ก็จะพบพื้นที่มีการจัดแบ่งโซนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น วัสดุก่อสร้าง งานระบบไฟฟ้า-ประปา สุขภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์สำนักงาน ไปจนถึงอุปกรณ์ทำสวนและตกแต่งสวน
ทำให้ไม่ว่าจะมีความต้องการแบบไหน อยากสร้างบ้าน อยากรีโนเวท อยาก DIY หรือจะตกแต่งบ้านตามสไตล์ Minimal, Classic, Loft หรือ Mid-Century ก็เลือกได้ตามสไตล์ของตัวเอง

ยิ่งเดิน ยิ่งเจอ ยิ่งคุ้มค่า
การมีสินค้าให้เลือกเยอะขนาดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของปริมาณ แต่เป็นการดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาอีกซ้ำๆ
ในอีกมุมหนึ่งของเจ้าของบ้านที่ต้องการมาดูวัสดุก่อสร้าง การมีสินค้าที่หลากหลาย มีดีไซน์เฉพาะตัวและแตกต่างโดยเฉพาะในหมวดหมู่ของตกแต่งบ้าน ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิด Surprise Value ได้
ไม่ว่าจะเป็น ฝักบัวดีไซน์สวย ชั้นวางสไตล์ดีๆ หรือมือจับตู้ดีไซน์ใหม่ๆ สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความสนใจให้กับลูกค้าขาจรที่อาจไม่ได้ตั้งใจมาดูของชิ้นนี้ตั้งแต่ต้น เมื่อยิ่งเดิน ก็ยิ่งเจอสินค้าใหม่ๆ และยิ่งคุ้มค่า เป็นการกระตุ้นให้เกิดการแวะเวียนกลับมาซ้ำได้อีกด้วย

และเมื่อมีทั้งจุดแข็งด้านราคาส่ง คุณภาพที่ไว้ใจได้ และรายการสินค้าที่ครอบคลุมทั้งวงจร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ Dohome จะกลายเป็นมากกว่าร้านค้าที่ซื้อมาขายไป
แต่เป็นการขยับบทบาทมาสู่การเป็น “เครื่องมือสร้าง “กำไร” ให้คนรักบ้าน” ที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า สามารถเลือกได้ตามใจ ทั้งยังช่วยควบคุมงบประมาณและเวลา โดยไม่มีความเสี่ยงค่าใช้จ่ายที่บานปลาย และกลายเป็นตัวเลือกที่ “ชัวร์กว่า” ในการลงทุน

ครบทุกเรื่องบ้าน ตั้งแต่วัสดุ ราคา ไปจนถึงผู้ให้บริการ
หากคิดว่าทั้งหมดที่พูดมาก็ครอบคลุมทุกมิติของการทำบ้านแล้วล่ะก็ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้
ในเมื่อสินค้ามีแล้ว สถานที่ก็มีแล้ว แต่จะรู้ได้ยังไงว่าต้องเลือกชิ้นไหนหรือปริมาณเท่าไหร่ ขั้นตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่คนทำบ้านจะต้องปวดหัวกันทุกคน เพราะไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของบ้าน ก็มีตัวเลือกและรายละเอียดปลีกย่อยเต็มไปหมด

จะต้องเลือกสีแบบไหนกับแต่ละห้อง? ต้องใช้ปูนแค่ไหน? หรือเลือกอุปกรณ์อย่างไรให้เข้ากับการใช้งาน? จากคำถามเหล่านี้ Dohome ได้ออกแบบบริการระหว่างการขาย เปลี่ยนจากปัญหาที่ลูกค้าพบเจอ มาเป็นผู้ช่วยที่ทำให้การเลือกสินค้าง่ายขึ้น
นั่นก็คือบริการภายใต้ชื่อ “นายช่าง” ซึ่งเป็นบริการเรื่องบ้านที่จะ คอยให้คำแนะนำแบบฟรีๆ ตั้งแต่การ ออกแบบ ต่อเติม ตกแต่ง และซ่อมแซม

สิ่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่สำคัญของ Dohome แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ เพราะบ่อยครั้งที่คนทำบ้านต้องเสียเงินไปเปล่าๆ ซื้อของเกินความจำเป็น ซึ่งบริการนายช่างจะช่วยคำนวณปริมาณที่ต้องใช้จริง เช่น ห้องขนาดเท่านี้ต้องใช้สีกี่ลิตร หรือปูนกี่ถุง ทำให้ลูกค้าซื้อของได้อย่างพอดี
ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ปรึกษาเรื่องสินค้าให้กับลูกค้าแล้ว ยังเข้ามาช่วยคุมงบประมาณ หาสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน และช่วยลดต้นทุนส่วนเกินให้กับลูกค้าอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ Dohome สามารถสร้าง Ecosystem ในเรื่องของการทำบ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการเป็นผู้ให้บริการที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบ มีสินค้าทุกหมวดหมู่ การขนส่ง หรือแม้แต่การติดตั้งและซ่อมแซม
สุดท้ายนี้ เมื่อแบรนด์เลือกที่จะวางโมเดลธุรกิจแบบเข้าใจคนทำบ้าน ทุกก้าวที่ลูกค้าเดินเข้ามาใน Dohome จึงไม่ใช่แค่การมาซื้อของแต่เป็นการซื้อความคุ้มค่า ซึ่งรวมไปถึงการได้สินค้าคุณภาพดี บริการที่เข้าใจ พร้อมช่วยควบคุมงบไม่ให้บานปลาย ที่เพียงแค่เดินเข้ามาก็เป็น “กำไร” ของลูกค้าแล้ว
ดู Dohome สาขาใกล้บ้าน
👉🏻 https://www.dohome.co.th/p/branch
หรือติดต่อ Dohome ได้ที่ โทร 1746
Line : @Dohome
Website : www.dohome.co.th
Facebook : www.facebook.com/DohomeOnline/
Tiktok : Dohome_Thailand
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา