เกิดเป็นคนไทย แม้แต่ตอนจะตาย ก็ยังมี ‘ความเหลื่อมล้ำ’?

คุณคิดว่าก่อนตาย คนเราควรมีอะไรบ้าง? เงินทองไหม? หรือชื่อเสียงเกียรติยศ?
แต่เคยคิดบ้างไหมว่า ในช่วงบั้นปลายชีวิต ในยามที่เราป่วยติดเตียง หรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้แล้ว ใครกันที่จะเข้ามาดูแลเรา?
สำหรับคนที่มีฐานะ คุณอาจจ้างคนดูแลส่วนตัว หรือไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน แต่คนที่หาเช้ากินค่ำล่ะ ถ้าลูกหลานต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแล สภาพคล่องทางการเงินของครอบครัวจะไปต่อได้ไหม และใครควรรับผิดชอบเรื่องนี้?
นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความเหลื่อมล้ำในมุมของคนที่กำลังจะตายเท่านั้น ซึ่ง ‘สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์’ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death มองว่า สังคมควรทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างแท้จริง และควรแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่มัวแต่ให้ “เศษเงิน” เป็นครั้งคราวอย่างเดียว
ระบบนิเวศเรื่องการตายของคนไทยยังมีช่องว่าง

หลักๆ แล้ว หน้าที่ของกลุ่ม Peaceful Death คือ 1) สร้างความตระหนักเรื่องการเตรียมตัวตายกับการวางแผนชีวิตในระยะสุดท้าย 2) สร้าง ‘ชุมชนกรุณา’ ให้คนในพื้นที่หันมาเกื้อกูลกัน ในยามที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และ 3) ขับเคลื่อนเชิงนโยบายเกี่ยวกับการอยู่ดีตายดี
อย่างไรก็ตาม ‘สุ้ย’ มองว่ายังมีอีกหลายจุดที่ประเทศไทยควรพัฒนาเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศและความพร้อมเรื่องการตาย ได้แก่
- Death Literacy สอนให้คนไทยรอบรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวตาย
สุ้ยเผยว่า คนไทยยังขาดความเข้าใจเรื่อง ‘Death Literacy’ อยู่ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมตัวตาย การวางแผนการตายดี การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไปจนถึงการรับมือกับการสูญเสีย
ในมุมของสุ้ยแล้ว นี่คือความรู้ที่ควรสอนตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะการสูญเสียสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น มีเพื่อนในห้องเรียนเสียชีวิต การจากไปของสัตว์เลี้ยง เกิดเหตุภัยพิบัติในจังหวัด หรือแม้กระทั่งอกหัก
- ขาดระบบสนับสนุนผู้ดูแล
สุ้ยกล่าวว่า แม้หลายพื้นที่จะมี ‘อสม.’ (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) หรือ ‘ผู้ดูแล’ (Caregiver) ประจำชุมชน แต่ค่าตอบแทนนั้นน้อยมาก สวนทางกับจำนวนเคสที่ต้องดูแล แถมคนยังไม่ค่อยเห็นคุณค่า ส่งผลให้มีคนสมัครใจทำหน้าที่นี้น้อย
สุ้ยอยากให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของผู้ดูแล ทั้งในรูปแบบอาสาสมัครและมืออาชีพมากกว่านี้ โดยควรมีโครงการพัฒนาศักยภาพ ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมถึงปฏิบัติกับเขาอย่างเท่าเทียม
ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ดูแลที่เป็นคนในครอบครัว ประเทศไทยก็ควรมีระบบมาสนับสนุนคนกลุ่มนี้เช่นกัน อย่าปล่อยให้พวกเขาเหนื่อยสะสม จนชีวิตพัง ซึ่งอาจก่อเป็นวิกฤติทางสังคมในภายหลังได้

- ขาดสวัสดิการช่วยเหลือครอบครัวที่มีผู้ป่วยและผู้ดูแล
ในหลายครอบครัวที่บุตรหลานต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลสมาชิกในบ้าน สุ้ยมองว่า ประเทศไทยควรมีสวัสดิการเข้ามาช่วยเหลือให้คนกลุ่มนี้มีรายได้บ้าง เช่น เงินชดเชย เงินอุดหนุน หรือเงินสงเคราะห์ เพื่อให้ชีวิตไปต่อได้
สุ้ยเล่าว่า ยุโรปเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะภาษีที่ประชาชนเสียไป ถูกนำมาแปลงเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ที่ประเทศไทย ภาษีมักถูกนำมาแจกเป็นเงินแบบครั้งคราวมากกว่า ซึ่งไม่ทั่วถึงและไม่ยั่งยืน
“การเมืองมันไม่มีเสถียรภาพด้วย มันเป็นการเมืองที่ทุกคนต้องการผลงานระยะสั้น แต่ไม่มีใครมองไปในระยะยาวว่า สังคมนี้ต้องการอะไร ต้องเปลี่ยนทิศทางแบบไหน”
- สิทธิพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียมกัน
สุ้ยกล่าวว่า ทุกวันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งสิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค เนื่องจากกองทุนประกันสังคมก็ไม่ครอบคลุมเท่าไร และใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิ์เบิกได้เต็มจำนวนเท่าข้าราชการ
ทั้งนี้ เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าจำนวนผู้ป่วยจะมากขึ้น แถมเป็นหลายโรคยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอาจกระทบต่อการเงินของโรงพยาบาลได้
ดังนั้น มันจะดีกว่าไหม หากประเทศไทยมีกองทุนที่เข้ามาช่วยเหลือผู้สูงวัยที่เจ็บป่วยโดยเฉพาะ?
“มันเลยต้องทำ พ.ร.บ. ขึ้นมา เพราะตอนนี้ไม่มีเจ้าภาพว่าใครจะเป็นคนดูภาพรวมของประเทศ ตอนนี้ แต่ละหน่วยงานก็ทำเฉพาะส่วนของตนเอง ฉันสนใจแต่เรื่องนี้ ฉันจะทำแค่เรื่องนี้ แต่ตอนนี้ปัญหามันใหญ่เกินกว่าที่ใครจะมาทำแบบของตนเองได้” สุ้ยกล่าว
สุ้ยอยากให้คนไทยตระหนักว่าความตายเป็นประสบการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของชีวิต ไม่ต่างจากตอนเกิด หรือแต่งงาน ดังนั้น อย่าเพิกเฉย และควรเริ่มวางแผนไว้บ้างว่าอยากทำอะไรก่อนลาลับโลกไป
สุดท้ายนี้ Brand Inside อยากฝากคำถามไว้ว่า ในเมื่อการตายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ แต่ทำไมพวกเราถึงไม่มีสิทธิในการเข้าถึงการตายอย่างมีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม?
- ไทยมี ‘คนจน’ เพิ่ม 1 ล้านคน สภาพัฒน์บอก ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึก ความเจริญกระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ
- เกิดมาจน = แพ้ตั้งแต่ต้น? ‘เด็กไทยยากจน’ เข้าถึงการศึกษา น้อยกว่า ‘เด็กมีฐานะ’ 11 เท่า
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา