อี้จาสุกี้หมาล่า ‘หมาล่าไทยแท้’ ผู้อยู่มาทุกยุค ตั้งแต่สายพาน-บุฟเฟต์ จนถึงหมาล่าทั่ง ปีนี้เตรียมขยายอีก 10 สาขา

จริงๆ แล้วร้านหมาล่าของคนไทยแท้ 100% ร้านนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากธุรกิจทัวร์ที่ผู้ก่อตั้งอย่าง ‘น้ำ-ธนวรรธ ชินประภากร’ ทำอยู่ทำให้ ‘น้ำ’ มีโอกาสได้เดินทางไปทำงานที่มณฑลเสฉวน ประเทศจีนบ่อยครั้ง และเล็งเห็นถึงโอกาสของหมาล่าสายพานในประเทศไทย

ก่อนตัดสินใจน้ำหมาล่าสายพานมาเปิดเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยในช่วงปี 2565 ซึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาก่อนที่หมาล่าสายพานจะบูมมากในเวลาต่อมา

อี้จา แปลว่า ครอบครัว เพราะผู้ก่อตั้งอยากให้ อี้จาสุกี้หมาล่า เป็นร้านอาหารสำหรับทุกคนครอบครัว โดยมี เมเจอร์ รัชโยธิน เป็นสาขาแรกของแบรนด์ เริ่มต้นจากสาขาเล็กๆ ที่มีจุดเด่นเรื่องวัตถุดิบหลากหลายกว่า 90 รายการ และ น้ำจิ้ม ที่เป็นซิกเนเจอร์หลักของร้าน ซึ่งการันตีว่าไม่เหมือนกับที่ไหน

วิถีของ ‘อี้จา’ คือพี่จะอยู่ในทุกยุค

อย่างที่เราทุกคนทราบกันดีว่า หมาล่าสายพาน บูมอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะแสงสว่างจะดับหายอย่างรวดเร็วในเวลาต่อ จนหลายคนขนานนามว่า “หมดยุค” ของหมาล่าสายพานแล้ว เพราะมีหลายเจ้าที่อยู่ไม่ไหวและต้องโบกมือลาจากตลาดไปภายในไม่กี่ปี

แตกต่างจากแบรนด์ที่ว่ามานั้น เพราะปัจจุบัน อี้จาสุกี้หมาล่า ยังมีสาขามากกว่า 30 สาขาทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่ง ณัฐณิชา เกษรสังข์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (CMO) ของอี้จาสุกี้หมาล่าบอกว่าเป็นเพราะอี้จาปรับเปลี่ยนกลยุทธตามยุคสมัยได้ทันท่วงที

หลังอี้จาประสบคความสำเร็จจากการนำหมาล่าสายพานเข้ามาเปิดในประเทศไทยก็เห็นเทรนด์การนำมาหมาล่าสายพานเข้ามาเปิดเป็นจำนวนมาก เวลานั้นอี้จาไม่เลือกอยู่เฉย

แต่เลือกปรับตัวไปทำ หมาล่าทั่ง หรือหมาล่าชั่งกิโลขายร่วมด้วย เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา สายประหยัดคุ้มค่า ทำให้แบรนด์สามารถอยู่ได้ในช่วงเวลาที่ความนิยมของหมาล่าสายพานลดลง

ต่อมาในช่วงเวลาที่จำนวนร้านหมาล่าทั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อี้จาก็ขยับมาเปิดโมเดล หมาล่าบุฟเฟต์ ขึ้นมา โดยมีบุฟเฟต์หลายราคา ฟรีน้ำจิ้ม-น้ำซุป-น้ำรีฟิลให้กับลูกค้า รวมถึงเสิร์ฟอาหารทานเล่นให้ลูกค้าได้สัมผัสความหลากหลายของอาหารเพิ่มขึ้น

ตอนนี้ในบรรดา 30 สาขาของ อี้จาสุกี้หมาล่า จึงประกอบไปด้วยโมเดลหมาล่าทั่ง 20 สาขา หมาล่าสานพาน 6 สาขา และหมาล่าบุฟเฟต์ 4 สาขา

ขอบคุณภาพจากเพจอี้จาสุกี้หมาล่า

ปีนี้เน้นเปิด ‘หมาล่าทั่ง’ วางเป้าไว้เลย 10 สาขา

โดยปีนี้จะเน้นเปิด หมาล่าทั่ง เป็นหลัก ตั้งเป้าเอาไว้ 10 สาขา เพราะต้นทุนน้อยกว่าโมเดลอื่นและมีกลุ่มเป้าหมายกว้างกว่า จะเน้นเปิดบริการในกรุงเทพและปริมณฑลเหมือนเดิม แต่คาดว่าจะได้เห็นสาขาโซนนครปฐมที่มีกลุ่มเป้าหมายอย่างนักเรียนนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น

ด้วยความตั้งใจของผู้ก่อตั้งที่ “อยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อยในราคาจับต้องได้” จึงขายราคาขีดละ 30 บาท พร้อมคิดราคาน้ำซุปน้ำจิ้มแค่ 10 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวของลูกค้าในโมเดลหมาล่าทั่งตกเพียง 150-200 บาทเท่านั้น

ตอนนี้ยังได้เพิ่มรูปแบบ หมาล่าผัดแห้ง มาให้บริการในร้านหมาล่าทั่งหลายสาขา ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีมาก แม้จะต้องใช้เวลามากกว่า แต่ยังไม่สามารถให้บริการทุกสาขาได้ เนื่องจากต้องการพื้นที่มากกว่ารูปแบบต้มในน้ำซุปอื่นๆ

ขณะที่ โมเดลสายพาน อี้จาก็ไม่ได้ทิ้ง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์อย่างแท้จริง จึงตัดสินใจปรับปรุงสาขารัชโยธิน ให้มีโมเดลหมาล่าทั่งและหมาล่าสายพานอยู่คู่กัน ตอบรับลูกค้าที่ชอบกินต่างกันให้สามารถเข้าใช้บริการได้ทั้งคู่

โดยปกติลูกค้าหมาล่าสายพานจะมีค่าใช้จ่ายต่อหัวราว 400-500 บาท แต่ยอดขายหลักของแบรนด์ตอนนี้มาจากหมาล่าทั่งเป็นหลัก เพราะปริมาณสาขา ปริมาณลูกค้าหมาล่าทั่ง และความถี่ที่สามารถกินได้บ่อยกว่า

ส่วนวิธีเลือกโลเคชันในการเปิดสาขาใหม่ๆ ก็จะยังคงเน้นพื้นที่ติดรถไฟฟ้า ติดถนน อยู่กับกลุ่มเป้าหมายพนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา และไม่มีแผนจะเข้าไปในศูนย์การค้า เพราะค่าใช้จ่ายสูงเกินจะขายในราคาเดิม

อีกหนึ่งช่องทางที่อี้จาประสบความสำเร็จคือ เดลิเวอรี่ ที่แม้จะเริ่มขายได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะการปรับแนวทางการจัดเซ็ตให้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น

ขอบคุณภาพจากเพจอี้จาสุกี้หมาล่า

ลูกค้าแฟนคลับกิน ‘หมาล่า’ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

สำหรับการแข่งขันแน่นอนว่ายังคงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาในตลาดตามสถานการณ์ที่หมาล่ากลับมาเป็นกระแส หรือเรียกได้ว่ายังคงฟีเวอร์ แม้จะเปลี่ยนแนวทางจากสายพานไปยังหมาล่าทั่ง โดยเฉพาะกำลังซื้อจากลูกค้าพนักงานออฟฟิศและนักเรียนนักศึกษาที่ตอนนี้กินหมาล่าทั่งแทนข้าวกลางวัน เหมือนกับอาหารจานเดียว

ลูกค้าหลายๆ คน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าสมาชิกกินหมาล่า 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์เรียกว่าเป็นกลุ่ม ‘หมาล่าเลิฟเวอร์’ อย่างแท้จริง

ผู้บริหารเล่าว่า ปีก่อนอี้จาทุ่มเต็มที่กับการปรับปรุงระบบจากธุรกิจครอบครัวมาเป็นการทำงานที่มีระบบชัดเจน เพื่อยกระดับทั้งคุณภาพอาหารและการบริการให้กับลูกค้า สู้กับตลาดที่การแข่งขันสูงมากขึ้น

อย่างระบบแฟรนไชส์ที่เดิมเคยขายไป 2 สาขาก็หยุดเอาไว้ไม่รับเพิ่ม และกลับมาโฟกัสกับมาตรฐานให้เต็มที่จนกว่าจะมั่นใจว่าสามารถส่งมอบคุณภาพให้ลูกค้าได้เท่าเทียมและทั่วถึง ไม่ตกหล่น ไม่ขึ้นราคา ให้ลูกค้าได้ราคาและคุณภาพเหมือนเดิม โดยยังคงเชื่อมั่นในหัวใจของแบรนด์อย่างคุณภาพวัตถุดิบ ความหลากหลาย และน้ำจิ้มน้ำซุปเข้มข้น

ปีที่แล้ว อี้จาปิดยอดขายไป 27 ล้านบาท ปีนี้เดิมตั้งเป้า 30 ล้านบาท แต่ดูเหมือนว่าบริษัทจะสามารถบรรลุยอดที่ตั้งไว้ได้แล้วจึงอาจจะมีการปรับเป้าเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

บทความอื่นๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา