Gen Z กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้ามากขึ้น และวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

เปิดมาคงจะคิดว่านี่เป็นบทความโจมตีการทำงานของ Gen Z อีกแล้ว แต่ใจเย็นๆ ก่อน เพราะนี่คืออีกแง่มุมที่อยากให้เข้าใจคน Gen นี้มากขึ้น
ภาพในหัวใครหลายๆ คน Gen Z คือคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วัยทำงาน ครึ่งหนึ่งของเจนนี้ยังอยู่ในวัยเรียน และคนที่เด็กที่สุดก็อยู่เพียงมัธยมเท่านั้น แต่เราลืมอะไรไปหรือเปล่า เพราะ Gen Z ปีแรกๆ เข้าสู่โลกของวัยทำงานมาหลายปีแล้ว และรุ่นที่โตที่สุด ก็อายุปาเข้าไป 29 แล้วด้วย
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่หน้าที่การงานจะมีการเติบโต หลายคนก้าวขึ้นมาเป็นตำแหน่งหัวหน้า ขยับบทบาทจากพนักงานใหม่ มาสู่หน้าที่ที่กำหนดทิศทางของทีม
แต่ก็ใช่ว่าตำแหน่งที่เปลี่ยนไป จะทำให้ Gen Z ‘เริ่มเหมือน’ Gen ก่อนๆ กลับกันพฤติกรรมและแนวคิดของพวกคนรุ่นใหม่เหล่านี้นี่แหละที่จะมาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานในอนาคตข้างหน้า แต่อะไรที่ทำให้เกิด ‘ความแตกต่าง’ กันล่ะ

สภาพแวดล้อมต่าง การทำงานก็ต่าง
โลกที่เติบโตมา ทำให้แนวคิด นิสัย และคุณค่าที่มองหาของคนแต่ละวัยแตกต่างกัน
ที่ผ่านมา Gen Z กลายเป็นเหยื่อของการวิพากษ์วิจารณ์หลายรูปแบบ โดยเฉพาะในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น การรับมือได้ยาก เอาแต่ใจตนเอง ไม่อดทน พึ่งแต่เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งยืดหยุ่นเกินไป
เรื่องนี้ไม่ใช่การนั่งเทียนเขียนขึ้นมา เพราะแค่เสิร์ชใน Google ก็จะเจอกับบทความหรือกระทู้ที่พูดถึง Gen Z ในแง่ต่างๆ ขึ้นมาเป็นร้อยชิ้นแน่นอน แต่แท้จริงแล้ว แทนที่เราจะมานั่งพูดว่า Gen Z เป็นอย่างไร จะดีกว่าไหมหากเรามาดูว่าการเติบโตของคนเหล่านี้แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้าอย่างไรบ้าง
- การเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว Gen Z โตมากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต และมีเทคโนโลยีอยู่ในทุกด้านของวิถีชีวิต ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างกว้างขวางและไม่มีจำกัดในเวลาอันรวดเร็ว โดยสามารถค้นหาได้ทันทีจากปลายนิ้ว
- รุ่นโควิด โรคระบาดที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เรียกได้ว่าการเติบโตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ Gen Z เกิดขึ้นในยุคของโรคระบาดทั้งนั้น ตั้งแต่วัยเรียนจนมาถึงการทำงาน ทำให้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะปรับตัวกับการ Work From Home หรือ Remote working ได้ จนกลายเป็นเรื่องปกติของคนเหล่านี้ ซึ่งโควิดไม่ได้เปลี่ยนแค่ความเคยชินเรื่องระยะทางหรือการทำงาน แต่ยังเปลี่ยนไปถึงวิธีการเข้าสังคม การสื่อสาร และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกด้วย

- เติบโตคู่กับเทคโนโลยี ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของ AI ในการทำงานและในชีวิตประจำวัน ความสะดวกสบาย และการมองหาทางลัดไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปอีกต่อไป เพราะคนเหล่านี้คุ้นชินกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่แล้ว และพร้อมเรียนรู้ ปรับตัว ได้อย่างไม่มีปัญหา
ซึ่งแตกต่างจาก Gen X ที่หลายคนเติบโตมากับทรัพยากรที่จำกัดกว่า ความมีระบบระเบียบ อยู่ในกฎเกณฑ์ และการอดทนรอคอยเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
อย่างไรก็ตาม ความเก๋าของคนรุ่นเก่าคือความสามารถในการจัดการกับความคลุมเครือได้ดี และเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในระบบโดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกเรื่อง ทั้งยังมีความเชื่อมั่นในองค์กรและการเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าอีกด้วย

จะอดทนไปทำไม ในเมื่อองค์กรไม่ตรงไปตรงมา
จากเหตุผลทั้งหมดที่พูดมา ก็คงจะเห็นภาพชัดขึ้นกันแล้วว่าเมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำ คนทั้งสองเจนจะมีความแตกต่างกันอย่างไร
ความรวดเร็ว และต้องการเข้าถึงข้อมูลได้ทันทีกลายเป็น DNA ของพนักงานรุ่นใหม่ไฟแรง ขณะที่ Gen X จะเป็นแนวของการตั้งรับ การอดทน ใจเย็น และเรียนรู้ที่จะโอนเอนไปตามระบบ
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องวิธีการทำงาน แต่ยังรวมไปถึง “ความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นเหตุเป็นผล” ซึ่งเป็นคุณค่าที่ให้น้ำหนักอีกด้วย
สิ่งที่ Gen Z เบื่อที่สุดก็คือ ระบบในการทำงานที่ยังมีความไม่ชัดเจน ขาดการอธิบายด้วยเหตุผล การจัดการกับคนที่มีความยุ่งยากไม่ตรงไปตรงมา หรือแม้กระทั่งการเมืองภายในที่อาจส่งผลต่อการทำงานแต่ถูกปิดกั้นไม่ให้รับรู้
ในเมื่อบริษัทไม่สามารถมอบความเชื่อมั่นให้กับพนักงานรุ่นใหม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องทนอยู่ต่อในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความคลุมเครือและไม่แน่ใจกับหนทางข้างหน้า ทำให้ภาพลักษณ์ของกลุ่ม Gen Z ที่หลายคนมองเห็นกลายเป็นคนที่ดูใจร้อน แหวกขนบ และด่วนตัดสินใจ ไปเสียอย่างนั้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ ตั้งแต่การสัมภาษณ์ การปกปิดเงินเดือนหรือเนื้องานทั้งหมด ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Gen Z ถอดใจ
เพราะข้อมูลในทุกวันนี้สามารถหาได้ง่ายดายตามที่เล่าไป ทำให้ก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์งาน หรือการพูดคุย ข้อมูลทั้งหมดก็พร้อมอยู่บนมือแล้ว คำถามก็คือจะมีเหตุผลอะไรที่บริษัทยังต้องปิดบังไว้อีก
ยิ่งเมื่อได้มาทำงานจริงและกลายเป็นหัวหน้า เมื่อมีการตั้งคำถามถึงนโยบายหรือวัฒนธรรมภายในองค์กร แต่กลับได้คำตอบกลับมาว่า “ก็เขาทำกันแบบนี้ตั้งนานแล้ว” ยิ่งเป็นสิ่งที่รับไม่ได้
หรืออีกแง่หนึ่งก็คือ “การรู้มากกว่า” อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรู้สึกมีอำนาจในที่ทำงาน
ตามที่ เบรนแนน โคลาร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีและข้อมูลเชิงลึกทางการเงิน Atlas CPA Index กล่าวว่า “พวกเขา (Gen Z) ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้จัดการถึงต้องปกปิดข้อมูลจากทีมงานที่สามารถค้นหาได้จาก Google อยู่ดี ผู้นำระดับสูงหลายคนสร้างอำนาจของตนเองจากการเป็นคนที่รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ และผมไม่แน่ใจว่ามีกี่คนที่พร้อมจะยอมสละสิ่งนั้น”

จะปรับตัว หรือจะยอมเสียคนเก่งไป
ภาพจำของ Gen Z ที่สร้างและกล่อมกันมาไม่ใช่อะไรที่จะลบล้างไปได้ง่ายๆ ถึงจะจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่การทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองยังดำเนินอยู่เสมอถึงแม้ว่าจะขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วก็ตาม
แอนโทนี โอเนสโต ผู้เขียนหนังสือ “The New Employee Contract: How to Find, Keep and Elevate Gen Z Talent” และรองประธานบริษัทซอฟต์แวร์การจัดการประสิทธิภาพ 15Five บอกว่าคนทำงานรุ่นเก่าๆ อาจมองว่านี่คือเจนที่ขี้เกียจ เอาแต่ใจ และเปลี่ยนงานบ่อย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ คนกลุ่มนี้คือคนที่ตั้งเป้าหมายอย่างทะเยอทยาน กระหายในการเติบโตของตนเอง และต้องการเพียงงานที่สมดุลกับการใช้ชีวิต
นี่ไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือ “การวางมาตรฐานใหม่” ให้กับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในยุคที่เปลี่ยนผ่านนี้
อีกแง่หนึ่ง คริส บาจดา ผู้ก่อตั้งร้านค้าปลีกชุดแต่งงาน GroomsDay ได้ให้ความเห็นไว้ว่า บริษัทที่ยังคงยึดอยู่กับลำดับชั้นอาวุโสในที่ทำงาน กำลังจะสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าไปให้กับองค์กรอื่นๆ ที่ยึดลำดับชั้นน้อยกว่า และมีระบบการทำงานที่รวดเร็วชัดเจนกว่า
ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ Gen Z เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานหรือแม้แต่เป็นผู้นำ คืออีกหนึ่งโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า พร้อมเท่าทันโลกของการทำงานยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลง
แทนที่เราจะบอกว่า Gen Z ควรเป็นอย่างไร คำถามที่กลับกันก็คือองค์กรจะยอมปรับตัวกับการทำงานที่เปลี่ยนไปนี้ไหม ในเมื่อแต่ละปีคนรุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเข้ามาแทนที่แรงงานในระบบ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะมอง
ที่มา: Quartz
- ขอไปก่อนนะพี่ๆ ผลสำรวจบอก ‘Gen Z’ อยู่ไม่นาน เกินครึ่งมีแผนที่จะลาออกใน 1-2 ปี
- วันลาก็น้อย โบนัสก็ไม่ได้ อย่าแปลกใจ ถ้าคนเก่งลาออก เพราะองค์กรยุคใหม่วัดกันที่ ‘คุณภาพชีวิต’
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา