เมื่อพูดถึงเรื่องวิ่ง ใครๆ ก็ต้องนึกถึงรองเท้าผ้าใบ แต่ใครจะไปคิดว่าจะมี “รองเท้าแตะ” ที่วิ่งได้จริงๆ แถมยังมีต้นกำเนิดจากอีสานบ้านเราอีกด้วย
ขอพาไปรู้จักกับรองเท้าแตะวิ่งได้ แบรนด์แรกของประเทศไทยอย่าง “วีอิ้ง” หรือ “VING” เจ้าของรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติที่พลิกโฉมวงการวิ่ง ซึ่งในปัจจุบันทำรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 180 ล้านบาท

กำเนินจากแดนอีสาน รองเท้าที่อินสไปร์มาจากความเจ็บปวด
ทุกเรื่องราวมีจุดเริ่มต้น และจุดเริ่มต้นของ VING มาจากความเจ็บปวด ในงานแข่งวิ่งมาราธอน จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 6 ปีก่อน ที่ วาที วิเชียรนิตย์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VING ได้เข้าร่วม
หลังจากที่ วาที วิ่งไปได้ราว 21 กิโลเมตร เรื่องก็เกิด เพราะอาการบาดเจ็บที่เท้า ทำให้วาทีต้องไปซื้อรองเท้าแตะจากร้านสะดวกซื้อมาวิ่งต่อจนถึงเส้นชัย นับเป็นระยะทางที่ต้องวิ่งด้วยรองเท้าแตะ ก็ราวๆ 20 กิโลเมตร
แต่ใครจะคิดว่าการเปลี่ยนรองเท้าอย่างจำใจ จะกลายมาเป็นจุดเปลี่ยน
วาทีได้ค้นพบข้อดีของการใช้รองเท้าแตะวิ่ง นั่นคือการกันทรงที่ดี ไม่โดนบีบเท้า และที่สำคัญคือทำให้อาการบาดเจ็บเท้าลดลงได้ แต่เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวิ่ง รองเท้าแตะจึงยังมีข้อเสียอยู่ นั่นก็คือพื้นรองเท้าที่ขาดแรงส่งและการซัพพอร์ตที่ดีพอ
กลายมาเป็นแรงบันดาลใจของความคิดที่ว่า จะดีแค่ไหน หากมีรองเท้าที่เปิดโล่งสบายเท้าเหมือนรองเท้าแตะ แต่พื้นยังส่งแรงได้ดีเหมือนรองเท้าผ้าใบ อีกทั้งยังไม่มีแบรนด์ไทยที่ทำสิ่งนี้จริงจัง จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ VING ในที่สุด

จะสู้ตลาดใหญ่ไปทำไม ในเมื่อจุดแข็งคือ Niche Market
การจะให้แบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้น ไปแข่งกับเจ้าตลาดรองเท้ากีฬาก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Market จึงกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่ VING เลือกใช้
วาที อธิบายว่า การที่จะประสบความสำเร็จ ก็ต้องเริ่มมาจากกลุ่มเฉพาะก่อน โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องใช้รองเท้าแตะวิ่งจริงๆ
ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของรองเท้าแตะวิ่ง ก็คือนักวิ่งระยะไกลที่มักจะมีปัญหาเท้าบวมขึ้น 1-2 ไซส์ หลังจากที่วิ่งได้ระยะหนึ่ง ทำให้ไม่ว่ารองเท้าผ้าใบจะดีแค่ไหน แต่ไซส์ที่จำกัดก็อาจเป็นอุปสรรคของคนกลุ่มนี้
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องเท้าอูม รองช้ำ หรือคนที่มีปัญหากับผ้าใบที่บีบนิ้วเท้า ต้องการความสบายในการสวมใส่ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อีกด้วย

รองเท้าแตะวิ่ง ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับผ้าใบ
แม้เป็นรองเท้าแตะเหมือนกัน แต่คุณสมบัติไม่เหมือนกัน เพราะ VING แตกต่างด้วยการใช้เทคโนโลยีจากรองเท้าผ้าใบมาผสานเข้าไปด้วย
โดยใช้โฟมเดียวกับรองเท้าผ้าใบ มีดรอป (Heel-to-Toe Drop) และมีความหนาของส้นที่สูงพอๆ กับรองเท้าวิ่ง ทำให้มีการซัพพอร์ตและส่งแรงได้ดี
จุดแข็งที่สุดของ VING คือน้ำหนักที่เบา โดยมีน้ำหนักเพียง 100-120 กรัมเท่านั้น ขณะที่รองเท้าผ้าใบโดยปกติมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 300 กรัม และน้ำหนักที่ว่านี้ก็ยิ่งเห็นข้อแตกต่างมากขึ้นเมื่อต้องวิ่งระยะไกล

“NIRUN” รุ่นพลิกเกม รองเท้าแตะระดับ Super Sandal
อย่างไรก็ตาม 2 ปีให้หลัง เมื่อกระแส “Super Shoe” มาถึง ด้วยรองเท้าที่ใช้โฟมพิเศษคืนแรงส่งสูง พร้อมแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เพลทที่ช่วยบีบและซัพพอร์ตเท้าได้ดีกว่า ทำให้ VING ชักจะเริ่มเสียเปรียบ
วาที ได้คิดแก้เกม ด้วยโครงการพัฒนารองเท้าแตะวิ่งที่มีแผ่นคาร์บอนและโฟมระดับเดียวกับ Super Shoe ออกมา แต่ก็ติดปัญหาเรื่องโรงงานและวัสดุในไทย
จนกระทั่ง 3 ปีให้หลัง ในปี 2567 ที่วาที ตัดสินใจนำวัสดุเข้ามาปรับปรุง จนออกมาเป็น “NIRUN” รองเท้าแตะระดับ “Super Sandal” คู่แรกของโลก ที่มีคุณสมบัติเด่นคือการออกแบบตามหลักชีวกลศาสตร์ของนักวิ่งที่ช่วยลดแรงกระแทก
ทั้งยังลดอาการบาดเจ็บสะสม เพิ่มแรงส่ง มีแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์เพลทและซูเปอร์โฟม ที่ให้ค่าการเด้งกลับสูงถึงร้อยละ 66% พื้นนอกรองเท้าจากวัสดุ EPES ที่มีความทนทานกว่ารองเท้าวิ่งทั่วไป และยังสามารถรีไซเคิลได้ 100%
แม้จะเป็นรุ่นที่มีน้ำหนัก 170 กรัม แต่ก็ยังถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับ Super Shoe ในท้องตลาดที่มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 200 กรัม ด้วยน้ำหนักที่เบา ความสบายในการสวมใส่ และเทคโนโลยีที่ทัดเทียม การวิ่งในระยะ 1-100 กิโลเมตรจึงทำได้อย่างสบายๆ

คว้ารางวัลนวัตกรรม พร้อมทุบสถิติใหม่ รองเท้าแตะวิ่ง ที่ทำระยะได้อันดับต้นๆ
เมื่อมั่นใจในสินค้าแล้ว ก้าวต่อไปของ VING คือการพิสูจน์ประสิทธิภาพในสนามจริง
ในการแข่งขันขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ 2025 ทางแบรนด์ได้เชิญนักวิ่งชาวเคนยา Banabas Kiplimo มาร่วมวิ่งมาราธอน โดยสวมใส่รองเท้า VING รุ่น NIRUN ลงแข่งขัน และสามารถเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 18 นาที 57 วินาที
การเข้าเส้นชัยนี้ไม่ใช่แค่การคว้าแชมป์ในงาน แต่ยังเป็นการสร้างสถิติใหม่ของการวิ่งด้วยรองเท้าแตะ โดยทำเวลาได้ดีกว่าสถิติเดิมของ Crocs ถึง 30 นาที กลายเป็นสถิติเวลาใหม่ที่เร็วอันดับต้นๆ ของโลก
นอกจากนี้ รุ่น NIRUN ยังได้คว้า “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568” ด้านเศรษฐกิจ ประเภทวิสาหกิจขนาดใหญ่และวิสาหกิจขนาดกลาง จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
ด้วยเหตุผลที่ว่า ความพิเศษของวัสดุที่พัฒนาขึ้นมาเอง ดีไซน์ที่ไม่เคยมีมาก่อน นวัตกรรมที่แปลกใหม่ ที่เข้ามาช่วยแก้ไขข้อจำกัดของรองเท้าแตะวิ่งแบบเดิมๆ ได้จริงอีกด้วย

ทุบรายได้ 180 ล้าน จ่อบุกตลาดต่างประเทศ
จากก้าวเล็กๆ ในงานวิ่งมาราธอน ปัจจุบัน VING ได้ครองตลาดรองเท้าแตะวิ่งในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่สูงถึง 95% และในปี 2568 สามารถทำรายได้ถึง 180 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ ลูกค้ากว่า 50% ไม่ใช่นักวิ่ง แต่เป็นกลุ่มคนทั่วไปที่มองหารองเท้าสุขภาพหรือรองเท้าที่สวมใส่ได้สบาย โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องเท้า
แม้ปัจจุบันยอดขายเกือบทั้งหมดจะยังอยู่ในประเทศ แต่หลังจากที่ทุบสถิติใหม่ในสนามขอนแก่นมาราธอน ก็เริ่มมีลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ VING เริ่มมองหนทางในการบุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง
โดยมีพาร์ทเนอร์ที่นิวยอร์กกำลังสร้างคอมมูนิตี้และทีม และมีการไปขายที่ไมอามี่ในงานแสดงศิลปะพร้อมสร้างกิจกรรมรันนิ่ง ทั้งยังขยายทีมพัฒนาเพิ่มขึ้น ทั้งฝั่งออกแบบ วิทยาศาสตร์การกีฬา และนักเคมี
สำหรับแผนในอนาคต ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า VING ได้ตั้งเป้าการเติบโตสู่ธุรกิจระดับพันล้าน พร้อมกับเพิ่มสินค้านวัตกรรมอีกอย่างน้อยทุกๆ 1-2 ปี
สิ่งนี้คือข้อพิสูจน์ว่า VING ไม่ใช่เพียงรองเท้าแตะวิ่ง แต่เป็นตัวแทนของความเป็นไปได้ของนวัตกรรมไทย ที่พร้อมลงสนามในตลาดต่างประเทศ จากจุดเล็กๆ ที่มองเห็นปัญหาในการวิ่ง สู่การต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่กลายมาเป็นตัวเลือกหลักของผู้บริโภคที่ต้องการแก้ไข Pain Point
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา