UNO Coffee เปิดมาได้ 1 ปี ขายได้วันละ 800 แก้วต่อสาขา แผนตอนนี้คือ เปิด ‘สาขาใหม่’ ทุกเดือน

สั่นสะเทือนวงการร้านกาแฟด้วยกาแฟเกอิชา แก้วละ 85 บาท แถมยังขยายได้มากกว่า 10 สาขาภายใน 1 ปี แบรนด์กาแฟน้องใหม่ แต่ภาพลักษณ์ชัด คาแรคเตอร์จัดอย่าง UNO Coffee ทำได้ยังไง 

ฟังจาก ‘พร-อาภาพร ตั้งกฤษณขจร’ หนึ่งในผู้บริหาร บริษัท เมอรากิ ร็อคส์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ UNO Coffee ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ในงาน Caf Con – Cafe Business Conference 2026 ที่ผ่านมากัน

อยากทำร้านกาแฟที่ ‘ขยายสาขาได้’ ตั้งแต่แรก

ย้อนกลับไปก่อนจะมี UNO Coffee เกิดขึ้น ความตั้งใจของ ‘พร’ ที่อยู่ในธุรกิจอาหารมาหลากหลายและสามีที่อยู่ในธุรกิจกาแฟมานานกว่า 15 ปี เห็นตรงกันว่า “อยากจะทำร้านกาแฟที่สามารถสเกลได้ ขยายสาขาได้” จึงวางตำแหน่งทางการตลาดของ UNO Coffee ให้เป็น “กาแฟดีๆ ในราคาเข้าถึงได้”

UNO Coffee จึงเลือกเจาะกลุ่มตลาดกาแฟราคาต่ำกว่า 100 บาท แทนที่จะเป็นกลุ่ม Specialty Coffee เพราะขยายฐานลูกค้าได้ง่ายกว่า สามารถสร้างยอดขายเชิงปริมาณได้ เมื่อมียอดสั่งซื้อจำนวนมาก แบรนด์ก็สามารถทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพดีในต้นทุนถูกลงได้

ตอนแรกอยากเจาะกลุ่ม ‘ออฟฟิศ’ แต่เสี่ยงเปิดสาขาแรกในห้าง

ตอนแรกทีม UNO ตั้งใจจะเปิดให้บริการในอาคารสำนักงานหรือ ‘ตึกออฟฟิศ’ เป็นหลัก เพื่อเจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่กินกาแฟทุกวัน แต่เนื่องจากโชคดีจึงได้โลเคชัน ‘เซ็นทรัล ลาดพร้าว’ มาเป็นสาขาแรก 

‘พร’ บอกว่า การตัดสินใจเปิดสาขาแรกในห้างเป็นการลองเสี่ยง เพราะต้องมีวิธีการบริหารจัดการแตกต่างจากร้านกาแฟนอกห้างหลายอย่าง ทั้งต้องเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-22.00 น. ต้องใช้พนักงานอย่างน้อยสองกะ ในพื้นที่ที่ที่จำกัดกว่าปกติและอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ก็เป็นความโชคดีของแบรนด์ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าทั่วๆ ไปแวะมาลองด้วย

เมื่อประกอบกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์ที่ค่อนข้างชัดเจน ความชัดเจนในสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ทำให้แบรนด์ไปไกลและไปได้เร็วกว่าที่พรคิด UNO Coffee สามารถเปิดได้ถึง 10 สาขาในปีแรกจากความตั้งใจแรกที่อยากจะเปิดให้ได้ 5 สาขา

‘เกอิชา’ มีหลายเกรดเหมือนวากิว เป้าหมายคือลูกค้าได้กินกาแฟดี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของ UNO Coffee ส่วนหนึ่งมาจากกระแส ‘กาแฟเกอิชา’ ในราคาแก้วละ 85 บาทที่ได้รับความสนใจจากโซเชียลมีเดียไทย แต่ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคอกาแฟด้วยเหมือนกัน

‘พร’ เริ่มต้นเล่าว่า ความตั้งใจของแบรนด์คืออยากจะนำกาแฟเกอิชามาขายในราคาจับต้องได้ ตอนแรกไม่ได้คาดว่าจะขายดีขนาดนั้น ล็อตแรกจึงเตรียมสินค้ามาแค่ 20 กิโลกรัมเท่านั้น คิดว่าจะใช้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ครึ่ง แต่สุดท้ายกลับหมดตั้งแต่สองวันแรก

ส่วนประเด็นดราม่า ‘พร’ บอกว่า กาแฟเองก็มีคะแนนและมีเกรด เหมือนกันกับเนื้อวากิวที่มีตั้งแต่กิโลกรัมละพันไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสน

“ในฐานะแบรนด์กาแฟ เราพูดตรงๆ ว่ากาแฟที่เราเสิร์ฟคืออะไร มี Coffee Card อยู่ทุกสาขาว่าเราส่งมอบกาแฟอะไร ไม่ได้เบลนด์ แต่เป็น Single Origin เป็นกาแฟที่สามารถติดตามย้อนหลัง (treacable) ได้ว่ามาจากฟาร์มไหน”

พร้อมยืนยันว่า เป้าหมายของเราคืออยากเอากาแฟดีๆ มาส่งต่อให้ลูกค้า จึงดีใจที่ลูกค้ารู้จักเกอิชามากขึ้น รู้จักกาแฟดีๆ มากขึ้น

กฎการบริหารเมนูต้องมี รสชาติต้องเสถียร-อร่อย

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ UNO Coffee เองก็มี ‘กฎ’ ในการบริหารให้สามารถขยายสาขาได้รวดเร็ว นั่นคือ ‘จำนวนเมนู’ จะต้องไม่เกินที่ตั้งไว้ เมื่อไรที่จะเพิ่มเมนูใหม่ก็จะต้องตัดเมนูเก่าออกบางเมนู เป็นทั้งการบริหารจัดการต้นทุนและตู้แช่ รวมถึงรักษาความสนุกและความครีเอทีฟของแบรนด์เอาไว้ตลอดด้วย

ขณะที่ ‘รสชาติ’ ก็ต้องเสถียร เพราะคนไทยเป็นคนรับรสชาติเก่ง ร้านกาแฟจะขายได้ต้องอร่อยก่อน รวมถึงมีตัวเลือกกาแฟที่เหมาะกับคนกินกาแฟหลากหลาย ทั้งคั่วอ่อน คั่วกลาง และคั่วเข้ม โดย ‘คั่วเข้ม’ ก็เข้มมากจริงๆ เอาใจคนไทยหลายคนที่ยังชอบกินกาแฟเข้มอยู่

วิธีการควบคุมคุณภาพจะต้องตรวจสอบสถิติของแต่ละสาขาอยู่เสมอ ทั้งต้นทุน ยอดขาย กำไรต่อสาขา และกำไรของบริษัท ถ้าเมื่อไรคุณภาพลดลง ทุกอย่างก็จะได้รับผลกระทบด้วย

ปัจจุบัน UNO Coffee ใช้ mystery shopper หรือลูกค้าปริศนาเข้าไปตรวจเช็กคุณภาพของกาแฟหน้าสาขาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการตรวจเช็กคุณภาพของสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานอยู่ตลอด

ปีนี้เปิดเรื่อยๆ ทุกเดือน คาดจบปีมี 20 สาขา

ในสัปดาห์หน้า UNO Coffee จะมีสาขาให้บริการ 14 สาขาแล้ว พร้อมตั้งเป้าจะเปิดสาขาใหม่เรื่อยๆ ทุกเดือน คาดว่าจบปีนี้จะมีสาขามากกว่า 20 สาขา โดยจะเน้นกลุ่มลูกค้าออฟฟิศเป็นหลัก ส่วนกลุ่มศูนย์การค้าขึ้นอยู่กับโลเคชันที่ได้รับการเสนอ

โดย ‘พร’ ยืนยันว่า การขยายสาขาของร้านกาแฟจะเกิดได้ แบรนด์ต้องชัดเจนว่าจะนำเสนออะไรให้ลูกค้า สิ่งนี้แบรนด์แฮปปี้หรือลูกค้าแฮปปี้ แบรนด์สนุกหรือเป็นรสชาติที่ลูกค้าต้องการจริงๆ สำหรับ UNO จะมีตัวแทนของทีมคอยตรวจสอบอยู่เสมอว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องจริงๆ ใช่ไหม

สำหรับความท้าทายของปีนี้จากสภาพเศรษฐกิจและความขัดแย้งระดับโลก ‘พร’ มองว่า คนไทยยังไงก็กินกาแฟทุกวันขึ้นอยู่กับโพซิชันนิ่งของแบรนด์ว่าจับต้องได้ไหม อย่าง UNO อยู่ในกลุ่มราคาจับต้องได้

แต่นั่นก็เป็นเหตุผลให้เรายังใคร่ครวญเรื่องการขยายสาขาอยู่เสมอว่าจะขยายยังไง เพราะสงครามย่อมมีอิมแพคต่อเศรษฐกิจและย่อมมีต่อกำลังซื้อด้วยนั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา