ถ้าใครคิดว่า ‘แอปหาคู่’ มีไว้สำหรับคนโสดเท่านั้น ที่ ‘จีน’ กำลังมีแอปอีกแบบหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งคนที่ใช้งานจริงไม่ใช่ลูก แต่คือ ‘พ่อแม่’ ที่เข้ามาหาคู่ให้ลูกแทน

เทรนด์นี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีผู้ใช้งานรวมกันหลายสิบล้านคน สะท้อนทั้งความกังวลของพ่อแม่ชาวจีนที่มีต่ออนาคตของลูก ไปจนถึงปัญหาโครงสร้างสังคมที่ทำให้คนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง
เรื่องนี้อาจฟังดูแปลกในสายตาต่างชาติ แต่สำหรับวัฒนธรรมจีน การให้ ‘พ่อแม่’ หาคู่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่วันนี้วิธีการย้ายมาอยู่บน ‘สมาร์ทโฟน’ เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ชายวัย 60 กว่าปีในเมืองหางโจว เริ่มใช้เวลาว่างในปี 2025 ในการหาสามีให้ลูกสาววัย 29 ปีผ่านแอปหาคู่ โดยเขาคัดเลือกจากปีเกิด บ้านเกิด เงินเดือน การมีบ้าน มีรถ และรายละเอียดพื้นฐานอื่นๆ หากเจอคนที่เข้าข่าย เขาจะโทรคุยกับพ่อแม่ของอีกฝ่ายก่อน ถ้าครอบครัวดูเข้ากันได้ เขาค่อยกลับไปบอกลูกสาวให้ ‘ลองคุย’ กับชายหนุ่มคนนั้น
แอปที่เขาใช้ชื่อว่า ‘Wanmei Qinjia’ หรือแปลตรงตัวว่า ‘ว่าที่เขยสะใภ้ที่สมบูรณ์แบบ’ ซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านคน ขณะที่คู่แข่งอย่าง ‘Chengjia Xiangqin’ ก็มีผู้ลงทะเบียนกว่า 12 ล้านบัญชี และมีรายงานว่าช่วยให้เกิดการแต่งงานได้ราว 300,000 คู่ ภายในเวลาไม่ถึง 4 ปีหลังเปิดตัวในปี 2020
กระแสของแอปหาคู่ที่พ่อแม่ใช้แทนลูก เกิดขึ้นในช่วงที่อัตราการแต่งงานของจีนลดลงต่อเนื่อง ข้อมูลจากกระทรวงกิจการพลเรือนจีนระบุว่า ปี 2025 มีคู่แต่งงานใหม่ 6.76 ล้านคู่ แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า แต่ยังถือว่าเหลือเพียงครึ่งเดียวของจุดสูงสุดในปี 2013
ในอีกด้าน คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยบอกว่า พวกเขาแทบไม่มีเวลา หรือไม่มีความมั่นใจทางเศรษฐกิจมากพอจะคิดเรื่องแต่งงาน ท่ามกลางค่าครองชีพและการแข่งขันในชีวิตการทำงาน
ก่อนหน้านี้ จีนมีเว็บไซต์ และแอปหาคู่สำหรับคนโสดมานานแล้ว ตั้งแต่แพลตฟอร์มยุคแรกอย่าง ‘Jiayuan’ หรือ ‘Baihe’ ไปจนถึงแอปแบบปัดซ้ายปัดขวาอย่าง ‘Tantan’ ทว่าแอปเหล่านี้กลับถูกมองว่า เต็มไปด้วยความสัมพันธ์แบบไม่จริงจัง การคุยเล่น หรือแม้แต่การหลอกลวง
ช่องว่างนี้ทำให้แพลตฟอร์มที่ให้พ่อแม่เป็น ‘ตัวกลาง’ เริ่มเข้ามามีบทบาท โดยแนวคิดสำคัญคือ ถ้าพ่อแม่เป็นคนคัดเลือก โอกาสที่จะนำไปสู่การแต่งงานจริงก็จะสูงกว่า
จริงๆ แล้ว การที่พ่อแม่ช่วยหาคู่ให้ลูกไม่ใช่เรื่องใหม่ในจีน ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา หลายเมืองมี ‘ตลาดหาคู่ในสวนสาธารณะ’ ซึ่งพ่อแม่จะนำประวัติของลูกที่ยังโสดไปติดประกาศในสวนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ปัจจุบัน แนวคิดเดียวกันถูกย้ายมาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์
นอกจากนี้ แอปเหล่านี้ยังถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้ใช้สูงวัย เช่น ใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ และแสดงข้อมูลไม่ซับซ้อน ส่วนข้อมูลในโปรไฟล์ก็เน้นเรื่องที่พ่อแม่สนใจ เช่น อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ การมีบ้านหรือรถ ประวัติการแต่งงาน และช่วงเวลาที่คาดว่าจะพร้อมแต่งงาน
ขณะที่เรื่อง ‘บุคลิก’ หรือ ‘ความสนใจส่วนตัว’ มักถูกให้ความสำคัญน้อยกว่า บางโปรไฟล์ยังระบุเรื่องรางวัลทางการเรียน หรือแม้แต่ความเข้ากันได้ตามราศี
แน่นอนว่าโมเดลธุรกิจก็ไม่ได้ฟรีทั้งหมด แม้ตัวแอปจะดาวน์โหลดได้ฟรี แต่การเพิ่มโอกาสให้โปรไฟล์ลูกถูกมองเห็นมากขึ้นต้องจ่ายเงิน
บางแพลตฟอร์มคิดค่าสมาชิกประมาณปีละ 998 หยวน หรือราว 4,600 บาท ขณะที่แพ็กเกจสมาชิกตลอดชีพอยู่ที่ประมาณ 1,598 หยวน หรือเกือบ 7,400 บาท โดยบางแอปยังมีบริการยืนยันตัวตน ซึ่งผู้ใช้ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่ออัปโหลดเอกสารราชการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ครอบครัวอื่น
ขณะเดียวกัน บางแพลตฟอร์มก็เพิ่มบริการระดับพรีเมียม เช่น ให้ที่ปรึกษาหาคู่มืออาชีพช่วยวิเคราะห์โอกาสความสำเร็จ หรือมีแพ็กเกจที่รับประกันคืนเงิน หากลูกแต่งงานได้ภายในสองปี
อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจบางแห่งก็ใช้วิธีสร้างรายได้จาก ‘ความกังวล’ ของพ่อแม่ โดยหลังสมัครใช้งาน ผู้ปกครองจะถูกเชิญเข้าไปอยู่ในกลุ่มแชทที่มีทีมงานคอยให้คำแนะนำ พร้อมเสนอคอร์สออนไลน์ เช่น วิธีชวนลูกคุยเรื่องแต่งงาน หรือเทคนิคการสื่อสารกับลูก ซึ่งมีราคาประมาณคอร์สละ 299 หยวน หรือราว 1,400 บาท/คอร์ส
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่ทุกคน เพราะหลายคนรู้สึกว่า การที่พ่อแม่เอาข้อมูลของพวกเขาไปลงแพลตฟอร์ม ทำให้พวกเขาเหมือนถูก ‘ตั้งราคา’ อยู่ในตลาดหาคู่
ทั้งนี้ ความท้าทายของแอปหาคู่แบบพ่อแม่เป็นตัวกลาง อาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจ แต่คือ ‘ช่องว่าง’ ระหว่าง ‘เจเนอเรชัน’ เพราะในหลายๆ กรณี สิ่งที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ กับสิ่งที่ลูกคิด “ไม่เหมือนกัน”
- เด็กเกิดใหม่ในจีนต่ำกว่า 9 ล้านคน เพียงหนึ่งทศวรรษหลังยุตินโยบายลูกคนเดียว
- อีลอน มัสก์ ชี้ จีนจะทิ้งห่างโลกในพลังประมวลผล AI แบบที่ไม่มีใครตามทัน
ที่มา: Nikkei Asia, South China Morning Post
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา