เมื่อ NIO ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน จับมือกับ ‘กลุ่มธนบุรี’ เพื่อนำรถ EV ขนาดเล็กอย่าง ‘Firefly’ ลงสู่สนามพรีเมียมซิตี้คาร์ ท่ามกลางตลาด EV ไทยที่กำลังแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือด

บริษัท ธนบุรีบลูสกาย จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี เปิดตัวแบรนด์ Firefly อย่างเป็นทางการในไทย โดยถือเป็นยนตรกรรมไฟฟ้าพวงมาลัยขวารุ่นแรกภายใต้เครือ NIO พร้อมวางตำแหน่งเป็น ‘Premium Compact Smart EV’ ที่เน้นมาตรฐานความปลอดภัยระดับยุโรป (Euro NCAP) เพื่อสร้างความแตกต่างจากตลาด EV แมสที่แข่งขันกันด้วยราคา
‘แดเนียล จิน’ รองประธานบริษัท NIO Inc. และประธานแบรนด์ Firefly มองว่า กลยุทธ์ของ Firefly จะไม่เน้นการทำยอดขายจำนวนมากในระยะสั้นแบบที่เกิดขึ้นในสงครามราคาของตลาด EV ไทย แต่ต้องการสร้างประสบการณ์การใช้งาน และฐานลูกค้าในระยะยาว
Firefly ถือเป็นแบรนด์ลำดับที่ 3 ในพอร์ตโฟลิโอของ NIO Inc. ต่อจากแบรนด์ NIO ที่เจาะตลาดรถไฟฟ้าลักชูรี่ และ ONVO กลุ่มครอบครัว โดย Firefly ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะตลาดรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่เน้นเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่
ยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มธนบุรีและ NIO ในระยะแรก คือการใช้ Firefly สร้างฐานลูกค้าในไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ ก่อนที่จะขยายไลน์อัปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าระดับ High-end ในพอร์ตของ NIO ต่อไปในอนาคต
ด้วยเหตุผลนี้ NIO จึงวางตำแหน่ง Firefly ในฐานะรถ EV พรีเมียมซิตี้คาร์ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ลงไปแข่งขันในตลาด Mainstream ที่เน้นความคุ้มค่าของราคา และพยายามสร้างภาพลักษณ์ในฐานะไลฟ์สไตล์แบรนด์มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป
แนวทางนี้ทำให้ Firefly ไม่ได้จำกัดกลุ่มลูกค้าอยู่ที่ช่วงอายุใดช่วงอายุหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในจีน ผู้ใช้มีอายุเฉลี่ยราว 35 ปี ขณะที่ในยุโรปสูงถึงประมาณ 55 ปี แม้จะต่างกันด้านช่วงวัย แต่มีลักษณะร่วมกันคือเป็นผู้ใช้ที่ต้องการรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมือง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเครือข่ายบริการหลังการขาย โดย ‘ธนบุรีบลูสกาย’ ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำตลาดรถยนต์นำเข้า และเครือข่ายบริการหลังการขายในไทย จะเข้ามาดูแลด้านบริการและอะไหล่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการทำตลาด
‘แดเนียล’ เสริมว่า NIO มอง ‘ไทย’ เป็นตลาดยุทธศาสตร์สำหรับรถพวงมาลัยขวา เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตลาด EV ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมีนโยบายรัฐสนับสนุนชัดเจน
เมื่อรถเล็กต้องพิสูจน์ความปลอดภัยผ่าน Euro NCAP 5 ดาว และ Power Swap
แม้จะเป็นรถ Compact แต่ Firefly ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP ที่ได้ในระดับ 5 ดาวซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับรถขนาดเล็ก โดยเฉพาะในด้านการปกป้องผู้โดยสาร
ตัวรถยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Aster ที่พัฒนาโดย NIO พร้อมหน้าจอ 13.2 นิ้ว และระบบเสียง Dolby Atmos แบบ 14 ลำโพง
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่บริษัทกำลังพิจารณานำเข้ามาในประเทศไทยคือ ‘Power Swap Generation 5’ ระบบสลับแบตเตอรี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ NIO ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะเวลาการชาร์จ โดยปัจจุบันบริษัทกำลังหารือกับภาครัฐและพาร์ทเนอร์ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการตั้งสถานีสลับแบตเตอรี่ในไทย
นอกจากการผลิตรถยนต์แล้ว NIO ยังวางตัวเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนา EV แบบ Full Stack ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง (In-house R&D) ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ SkyOS ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ ไปจนถึงการพัฒนาชิป NX9031 ขนาด 5 นาโนเมตร
บททดสอบของ NIO ในตลาด EV ไทย
หนึ่งในความท้าทายที่สุดของ Firefly คือข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้บางฟีเจอร์ของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Driving) ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ครบในช่วงแรก
อย่างไรก็ตาม NIO และกลุ่มธนบุรีมีการวางแผนธุรกิจระยะกลางและระยะยาวร่วมกันไว้ราว 5-10 ปี เพื่อยืนยันว่าแบรนด์ไม่ได้เข้ามาทำตลาดระยะสั้น
โดยแผนในระยะ 3-5 ปีแรก บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นการขยายพอร์ตโฟลิโอให้มีรถหลายเซกเมนต์ แต่เลือกใช้แนวคิดคล้ายกับกลยุทธ์ของแบรนด์ ‘MINI’ ในช่วงเริ่มต้น ที่เน้นสร้างเอกลักษณ์ของรุ่นหลักก่อนจะขยายไลน์สินค้าในภายหลัง
แม้ในช่วงแรกจะมีเพียงโมเดลเดียว แต่บริษัทมีการเพิ่มตัวเลือกสีรถให้ลูกค้าในอนาคตผ่าน Special Editions และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ทำให้การเข้ามาของ Firefly ในไทยไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลือกใหม่ในสมรภูมิ EV เท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบว่าแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจะสามารถก้าวข้าม ‘กับดักราคา’ ไปสู่การขายคุณค่าแบรนด์ในตลาดพรีเมียมได้หรือไม่
ในช่วงที่ตลาด EV ไทยยังแข่งขันกันอย่างหนักด้านราคา คำถามคือ ‘รถไฟฟ้าขนาดเล็ก’ ที่วางตำแหน่งระดับ ‘พรีเมียม’ จะสร้างพื้นที่ของตัวเองในตลาดได้มากแค่ไหน ซึ่งคำตอบอาจเริ่มเห็นได้จากงานมอเตอร์โชว์ที่กำลังจะมาถึง
ที่มา: งานเปิดตัวแบรนด์ NIO อย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา