คนไทยวัยเกษียณ กลัวตายแล้วเป็น ‘ภาระ’ สำรวจมุมมองต่อการจากลา คนไทยต่าง Gen มองความตายต่างกัน

ในเมื่อสุดท้ายยังไงคนเราก็ต้อง ‘ตาย’ ทำไมเรากลับไม่กล้าพูดถึงมัน?

death

ไม่ว่าจะงานแต่ง งานวันเกิด งานรับปริญญา ซื้อบ้าน หรือซื้อรถ ก่อนตัดสินใจทำอะไร คุณต้องศึกษาหาข้อมูลก่อน แล้วบอกคนรอบข้างถึงความต้องการใช่ไหม?

แต่ทำไมเวลาคุณตาย ถึงไม่บอกคนที่ตนเองรักไว้บ้างเลยว่าจริงๆ ช่วงก่อนและหลังลาลับโลกนี้ไปแล้ว เราต้องการอะไร?

อยากใช้บั้นปลายชีวิตที่ไหน? ต้องการให้ยื้อชีวิตไหม? เจาะคอด้วยหรือเปล่า? แล้วถ้าตาย คุณต้องการงานศพหรือโลงศพแบบไหน? นี่คือสิ่งที่พวกเรามีสิทธิ์เลือกได้ แต่หลายคนอาจลืมนึกถึงมัน จนก่อเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบให้คนข้างหลัง

‘สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์’ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death เผยว่า จากที่เคยทำวิจัย เธอพบว่า ‘ความตาย’ เป็น ‘โศกนาฏกรรม’ มากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่เพราะเราต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก แต่เพราะคนที่อยู่ข้างหลังบางคนถึงขั้นอยู่แบบตายทั้งเป็น ขณะที่บางส่วนก็ต้องหันมาทะเลาะกับคนในบ้าน เนื่องจากไม่รู้ว่าควรยื้อชีวิตพ่อแม่ไปอีกนานแค่ไหน

แต่ทุกวันนี้ คนไทยเข้าใจและมีมุมมองต่อการตายอย่างถูกต้องหรือยัง?

คนไทยแต่ละเจนมองเรื่องความตายไม่เหมือนกัน

Peaceful Death
‘สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์’ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death

‘สุ้ย’ เล่าว่า ตลอดเวลาที่เธอศึกษาเรื่องความตายมา 20 ปี ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ คนไทยตื่นตัวเรื่องความตายเยอะขึ้นมากๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยด้วย

สำหรับสุ้ยแล้ว จริงๆ คนไทยทุกคนทราบดีว่าสุดท้ายตนเองคงต้องตายในสักวัน แต่แต่ละช่วงวัยก็มีมุมมองต่อความตายต่างกัน โดย

  1. Gen Z รู้สึกว่าชีวิตเป็นของเราเอง ดังนั้น ควรมีสิทธิ์เลือกและหากเป็นไปได้ ก็อยากเป็นคนกำหนดว่าจะอยากลาโลกนี้ตอนไหน
  1. วัย 40-50 ปีกลัวความตายมาก เนื่องจากกำลังอยู่ในวัยที่ชีวิตยังไม่เติมเต็มเท่าไร โดยมีทั้งพ่อแม่สูงวัยกับลูกเล็กให้ดูแล แถมการงานก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้มองว่า ชีวิตจะจบตอนนี้ไม่ได้
  1. วัย 50-60 ปีมองว่าชีวิตเริ่มไม่แน่นอน หรือพูดง่ายๆ คือจะตายวันไหนก็ไม่รู้ รวมถึงอาจได้เห็นพ่อแม่เป็นตัวอย่าง ส่งผลให้เริ่มกังวลและคิดถึงการเตรียมตัวตาย โดยบางส่วนอาจหันไปปฏิบัติธรรมมากขึ้น
  1. วัย 60 ปีขึ้นไปกลัวตายแล้วเป็นภาระ โดยช่วงแรกๆ หลังเกษียณอาจใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงให้สมกับที่ทำงานมาหลายสิบปี แต่หลังจากนั้นไม่เกิน 5 ปี ความกลัวค่อยๆ คืบคลานเข้ามา กลายเป็นการมองว่าตนเองไม่มีค่า หากป่วยขึ้นมา จะอยู่คนเดียวไหม? เป็นภาระลูกหลานหรือเปล่า?  ทำให้เริ่มมองเรื่องการวางแผนเตรียมตัวตาย ขณะที่บางส่วนอาจพยายามเลี่ยงคุยเรื่องนี้ไปเลย

ทั้งนี้ สุ้ยมองว่า ไม่ว่าจะกลัวเรื่องอะไร ก็อยากให้สื่อสารกับคนที่คุณรัก โดยเฉพาะในวัย 70 ปีขึ้นไป เพราะบางครั้งเราเผลอคิดแทนลูกหลาน จนอาจกลายเป็นบาดแผลในใจพวกเขาทีหลังได้

Death Fest กลับมาอีกครั้ง พร้อมคอนเซปต์ที่อยากให้ชวนคนที่เรารักมาด้วย

Death Fest
ภาพจากงาน Death Fest 2025

แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าควรคุยกับคนที่ตนเองรักเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างไร สุ้ยก็อยากชวนให้ทุกคนมาร่วมงาน ‘Death Fest’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อให้เข้าใจความหมายของการ ‘อยู่ดี-ตายดี’ ไปด้วยกัน

Death Fest คืองานแฟร์ที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมเรื่องควรรู้เกี่ยวกับ ‘การอยู่’ อย่างมีความหมาย และ ‘การตาย’ ที่ดีที่สุด ผ่านการร่วมมือระหว่าง 3 องค์กรได้แก่ Peaceful Death, The Cloud กับ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสุขภาพและสังคมอีกมากมาย

ปีนี้ Death Fest จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว ภายใต้ธีม ‘Death Fest 2026: re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความเชื่อที่ว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงเจ็บป่วยหรือวาระสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคนรอบตัว

ทีมงาน Death Fest มองว่า หากจะวางแผนการตายดีให้สำเร็จได้ เราควรบอกคนรอบข้างให้รับรู้และเข้าใจถึงแผนนั้นด้วย จึงเกิดเป็นธีมงานปีนี้ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนชวนคนที่รัก ทั้งครอบครัว แฟน เพื่อนสนิท ไปจนถึงคนที่ไว้ใจมาเรียนรู้ไปพร้อมกัน

“ปีแรก มันดูเหมือนกับว่าเราอยากให้ความตายเป็นเรื่องที่พูดถึงได้ก่อน พอคนมารู้สึกว่าชีวิตมีทางเลือก มันก็รู้สึกว่า ความตายมันก็ธรรมดาเนอะ มันเหมือนกับเป็นสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ แต่มันจะดีกว่าถ้าเราได้วางแผนและเตรียมตัว แต่ทีนี้เตรียมคนเดียวมันไม่พอ นี่เป็นเหตุให้ว่าทำไมต้องชวนคนที่รักมา” สุ้ยกล่าว

มาได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะมีกิจกรรมสำหรับคนทุกเพศทุกวัย

Death Fest
ภาพจากงาน Death Fest 2025

ภายในงาน Death Fest 2026 สามารถแบ่งออกเป็น 5 โซนได้แก่

  1. Old School: ห้องเรียนทฤษฎีกับปฏิบัติ รวบรวมวิชาสำหรับการดูแลตนเองและคนรอบข้าง
  1. Before I Die: นิทรรศการและกิจกรรมที่อยากให้ชวนคนที่เรารักมาทำด้วยกันก่อนที่วันสุดท้ายจะมาถึง เพื่อคลายทุก (ข์) เรื่องราวทั้งกายใจ สำหรับตัวเราเองกับคนรอบข้าง
  1. Human Life-brary Cafe: ห้องสมุดมนุษย์ที่จะมาชวนตั้งวงคุยถึงการใช้ชีวิตเพื่อการ ‘อยู่ดี-ตายดี’ กับผู้คนจากแวดวงต่างๆ
  1. Life Journey: บูธให้บริการตามเส้นทางชีวิตตั้งแต่แก่ เจ็บ ระยะท้าย ไปจนถึงตายดี
  1. Friends Eat: รวมร้านอาหารที่อยากให้ชวนคนที่เรารักมากินด้วยกันก่อนตาย

และในเมื่อความตายมันไม่เลือก ภายในงาน Death Fest 2026 จึงมีกิจกรรมอีกมากมายที่เหมาะกับกลุ่มคนที่หลากหลาย รวมถึงสัตว์เลี้ยง อาทิ

  • TEST DIE & FUNERAL DESIGN CENTER: โชว์รูมเทสต์โลงศพและศูนย์ออกแบบงานศพครบวงจร
  • Cancer City Live Experience: ทำความเข้าใจผู้ป่วยมะเร็ง ผ่านการเผชิญกับความท้าทายและลองสัมผัสประสบการณ์ล่วงหน้า
  • รักไร้เงื่อนไขของเจ้าสี่ขา: วงสนทนาที่จะชวนเหล่า ‘นุด’ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวความรัก ตั้งแต่วันที่น้องหมาน้องแมวก้าวเข้ามาในชีวิต โดยเปิดพื้นที่ให้ทั้งคนที่มีน้องๆ เป็นของตนเองอยู่แล้ว ไปจนถึงคนที่คิดอยากรับน้องๆ เข้ามารักแบบไม่มีเงื่อนไขด้วย
  • ฝากหลานอ่านนิทานกับตายาย: ชวนเด็กๆ มาฟังนิทานจากคุณตาคุณยายอาสา หรือถ้าผู้สูงวัยคนไหน เดินเที่ยวงานแล้วอยากมาอาสาเล่าบ้าง ก็วอล์กอินได้เลย
  • Re-member Photo: สตูดิโอถ่ายรูปครอบครัวที่เราก็ไม่รู้ว่าเราถ่ายรูปด้วยกันครั้งสุดท้ายเมื่อไร
  • บูธตรวจคัดกรองมะเร็ง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เน้นการตรวจหาความเสี่ยงระยะแรกด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ตรวจมะเร็งเต้านม 3 มิติ, HPV DNA Test ตรวจมะเร็งปากมดลูก และศูนย์ PET/CT Scan
  • บูธสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง รวมถึงน้องๆ ที่พิการ
  • เตรียมตัวตายดีกับสภากาชาดไทย ผ่านการให้ข้อมูลและเปิดรับลงทะเบียนบริจาคอวัยวะ พร้อมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการให้เพื่อช่วยต่อชีวิตผู้อื่นอย่างยั่งยืน

สำหรับใครที่สนใจ Death Fest 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 13-15 มีนาคม 2026 ตั้งแต่เวลา 9:00 – 19:00 น. ที่ IMPACT Exhibition Hall 6 เมืองทองธานี โดยเข้าชมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 

หรือหากมีข้อสงสัยอื่นๆ ก็สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ รวมถึงลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าที่ Facebook: Death Fest ได้เลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา