เป็น ‘แบรนด์ดารา’ แต่ราคาเริ่มต้นแค่ 49 บาท เพราะ ‘โยปป้า โยเกิร์ต’ ของ ‘ญดา-นริลญา กุลมลคลเพชร’ ตั้งใจจะเข้าถึงลูกค้าทุกเพศทุกวัยให้สามารถดื่มได้ทุกวัน แถมยังเติมจุดเด่นอย่าง ‘ซิมไบโอติก’ และ ‘ไฮโปรตีน’ สร้างความแตกต่างจากตลาดโยเกิร์ตที่กำลังบูม
ที่มาของ ‘โยปป้า โยเกิร์ต’ คืออะไร ชวนอ่านเรื่องราวการพลิกบทบาทจาก ‘นักแสดง’ มาเป็น CEO หน้าใหม่ของ ‘ญดา-นริลญา กุลมลคลเพชร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เด็กพุงป่อง จำกัด เจ้าของแบรนด์โยเกิร์ตปั่นหน้าใหม่อย่าง ‘โยปป้า โยเกิร์ต’ ไปด้วยกัน

เริ่มจากป่วยบ่อย ท้องไม่ดี และความอยากทำธุรกิจ
‘ญดา’ เริ่มต้นเล่าว่า จริงๆ เธอเริ่มสนใจอยากทำธุรกิจมานานแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ ยังไงทุกคนก็ต้องกิน
พอช่วงต้นปี 2025 อาชีพหลักของ ‘ญดา’ อย่างอาชีพนักแสดงก็ยุ่งอย่างหนัก ถ่ายทำซีรีส์หลายเรื่อง ทำให้ป่วยบ่อยและมีโรคเพิ่มเยอะมาก ทั้งหอบหืดและไทรอยด์ รวมถึงปัญหาอาหารเป็นพิษบ้าง ท้องเสียบ้าง กินแล้วไม่ค่อยย่อย ไปจนถึงท้องอืดบ่อย จนรู้สึกว่าไม่สามารถมีชีวิตการกินปกติเหมือนคนอื่นได้
จึงย้อนกลับมาสำรวจตัวเองว่า ทำงานหนักเกินไปไหม เครียดเกินไปรึเปล่า หรืออาหารการกินมีปัญหากันแน่ ก็ได้คำตอบว่า อาการป่วยของตัวเองเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งเครียด ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย รวมถึงปัญหาเรื่องการกินด้วย
และหนึ่งในตัวช่วยของญดาในช่วงเวลานั้นคือ ‘โยเกิร์ต’ ที่ช่วยปรับสมดุลลำไส้ กลายเป็นจังหวะที่ ญดา ปิ๊งไอเดียว่า “ถ้าจะทำธุรกิจอะไรซักอย่างก็เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อนดีไหม” พร้อมตัดสินใจว่าจะลองทำร้านโยเกิร์ตเป็นของตัวเองดูสักตั้ง

แตกต่างด้วย ‘ซิมไบโอติก’ และ ‘ไฮโปรตีน’
พอได้ไอเดียแล้ว ‘ญดา’ ก็เริ่มลองชิมโยเกิร์ตหลายร้าน ทั้งในไทยและในต่างประเทศ พยายามรวบรวมข้อดีข้อเสีย จุดที่ชอบและไม่ชอบ นำมาพัฒนาต่อยอดออกมาเป็นสูตรโยเกิร์ตที่ตรงใจ
พร้อมเติมจุดเด่นให้กับแบรนด์โยเกิร์ตปั่นของตัวเอง ให้มี ‘ซิมไบโอติก’ หรือโยเกิร์ตที่มีทั้งโพรไบโอติก (จุลินทรีย์) และพรีไบโอติก (อาหารของจุลินทรีย์) ช่วยปรับสมดุลให้ลำไส้ ลดอาการท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย หรืออาหารไม่ย่อย รวมถึงทำให้ลำไส้สะอาดและขับถ่ายง่าย
นอกจากนั้น ยังเอาเพนพ้อยท์เรื่องกินโปรตีนน้อย กินโปรตีนไม่ถึงของตัวเองมาใช้ เลือก ‘เติมโปรตีน’ ลงไปในเบสโยเกิร์ต ทำให้กลายเป็นโยเกิร์ตปั่น ‘สูตรไฮโปรตีน’ เจ้าแรกในตลาดด้วย โดยมีโปรตีนขั้นต่ำราว 10-12 กรัมต่อแก้ว
และแน่นอนว่า เพื่อให้สมกับชื่อบริษัท ‘เด็กพุงป่อง’ ที่มาจากอินไซต์ความเป็นคนรักการกินของญดา จึงทำให้ ‘ความอร่อย’ ต้องมาพร้อมกับประโยชน์ด้วย
โยปป้า โยเกิร์ต ผลิตและหมักโยเกิร์ตเอง เพื่อนำมาทำเป็น ‘โยเกิร์ตปั่นแบบดื่ม’ ที่เป็นสินค้าหลักของแบรนด์ เมนูมีตั้งแต่โยเกิร์ตปั่นรวมกับผลไม้หลากหลายชนิด พร้อมท็อปปิ้ง Superfood อาทิ โกจิเบอร์รี่ ข้าวบาร์เลย์ อโลเวรา ฯลฯ
และยังมีเมนูที่แตกต่างกับแบรนด์อื่นอย่าง ‘โยเกิร์ตกาแฟ’ และ ‘โยเกิร์ตปั่นชา’ รวมถึงเมนูที่อยู่ระหว่างพัฒนาอย่างโยเกิร์ตปีโป้และโยเกิร์ตโอริโอ้
รสชาติเริ่มต้นของแบรนด์จะไม่เติมความหวานเลย เน้นความหวานจากผลไม้เป็นหลัก แต่ก็สามารถเลือกเพิ่มหวานได้ถ้าลูกค้าต้องการ นอกจากโยเกิร์ตยังมีเมนูแซนวิชไว้ทานคู่อย่าง แซนวิชไข่อโวคาโด้ ให้ลูกค้าได้เติมพลังงานด้วยไขมันดีไปพร้อมๆ กับดูดโยเกิร์ตปั่น

ราคาเริ่มต้น 49 บาท เพราะอยากให้ทุกคนได้กินทุกวัน
ญดา เล่าว่า ที่มาของชื่อแบรนด์ ‘โยปป้า’ มาจากการเล่นคำพ้องเสียงกับคำว่า ‘อปป้า’ ในภาษาเกาหลี เพราะได้ไอเดียรสชาติของโยเกิร์ตมาจากการลองชิมโยเกิร์ตเกาหลี และอยากได้กลิ่นอายความเป็นเกาหลี จึงเลือกชื่อนี้มาเป็นตัวแทนแบรนด์
หลายคนคิดว่าแบรนด์ดาราต้องมีราคาแพงแน่ๆ แต่โยปป้ากลับเลือกขายราคาเริ่มต้นแค่ 49 บาท นั่นก็เพราะญดาบอกว่าอยากทำราคาสมเหตุสมผล ให้ทุกคนสามารถเลือกดื่มได้ทุกวัน ส่วนหนึ่งเพราะระหว่างกำลังศึกษาตลาดได้อ่านความเห็นของหลายๆ คนว่า โยเกิร์ตแก้วหนึ่งทำไมราคาหลักร้อย ทำไมราคาแพงจัง
หลังจากนั้น ญดา จึงได้ลองกลับมาทำต้นทุนดูว่าเป็นไปได้ไหมที่จะขายโยเกิร์ตปั่นในราคาหลักสิบ ปรากฏว่าทำได้ จึงตัดสินใจขายในราคาเริ่มต้น 49 บาท เพื่อให้ลูกค้าที่มองหาของอร่อย มีประโยชน์ในราคาคุ้มค่า ให้เด็กๆ นักศึกษาที่ต้องจ่ายทั้งค่าครองชีพและค่าเดินทางสามารถทานได้ทุกวัน
“เราเป็นแบรนด์เล็กๆ แบรนด์แรกของญดา อยากให้คนรู้จักและยอมรับเรา จึงเลือกทำราคาให้เข้าถึงง่าย”
ที่สำคัญเมื่อถูกถามเรื่องการวางแผนให้ โยปป้า โยเกิร์ต กลายเป็นแบรนด์ที่ยืนระยะได้ด้วยตนเองมากกว่าพึ่งพิงชื่อเสียงในวงการ ‘ญดา’ เล่าว่า ย้อนกลับไปในปี 2023 ตัวเองเคยทำแบรนด์เครื่องประดับที่ตอนนั้นมีเป้าหมายอยากขายแฟนคลับเพียงอย่างเดียว
แต่พอได้พัฒนาสินค้าด้วยตัวเอง ดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่รับออเดอร์ไปจนถึงแพ็คสินค้าก็ค้นพบว่าตัวเองรู้วิธีพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตขึ้นไปได้มากกว่าขายให้กับแฟนคลับเพียงอย่างเดียว เป้าหมายของโยปป้าจึงเป็นการขยายฐานขายให้กับลูกค้าทั่วไป ไม่ใช่แค่แฟนคลับ
กลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์โยปป้า ย่อมเป็นคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z แล้วก็ยังวางกลุ่มเป้าหมายกว้างๆ ไปถึงคน Gen Y และคนทุกเพศทุกวัยด้วย

เทรนด์รักสุขภาพมาแรง คนรุ่นใหม่กิน ‘โยเกิร์ตปั่น’ แทน ‘น้ำหวาน’ แล้ว
แม้จะมีร้านโยเกิร์ตในตลาดจำนวนมาก แต่ญดามองว่า ตลาดโยเกิร์ตยังไม่ใช่ Red Ocean แต่เป็น Blue Ocean ที่มีช่องว่างในตลาดให้โยปป้าสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ เพราะ Longivity กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ในเวลานี้และน่าจะเป็นต่อเนื่องไปอีกค่อนข้างนาน
โดยจะเห็นได้ว่ามีนักเรียน นักศึกษา และพนังงานออฟฟิศหลายคนเปลี่ยนไปเลือกดื่ม ‘โยเกิร์ตปั่น’ แทน ‘น้ำหวาน’ เพราะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น สำหรับโยปป้าที่มีซิมไบโอติกและไฮโปรตีนเป็นจุดเด่นก็น่าจะสร้างความแตกต่างในตลาดได้ ร่วมกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ออกแบบมาให้น่ารักเข้าถึงง่าย สามารถทำคอนเทนต์ร่วมกับโปรดักส์ และให้ลูกค้าอยากแชร์ต่อได้ด้วย
ครั้งนี้ ‘ญดา’ บอกว่า ทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตกว่า 7 ล้านบาทในการลงทุนสร้างโยปป้า โยเกิร์ต โดยสาขาแรกของ โยปป้า โยเกิร์ต อย่าง ‘สาขาสยามสแควร์’ จะเปิดให้บริการในรูปแบบ Grab & Go เป็นหลัก เพราะมีที่นั่งรอหน้าร้านเพียง 3-4 ที่นั่งเท่านั้น
โดยมีแผนจะขยายสาขารวม 5 สาขาในปีนี้ โดยได้ดูพื้นที่ยอดนิยมไว้หลายพื้นที่ ได้แก่ เซ็นทรัลปาร์ค วันแบงคอก เอ็มสเฟียร์ รวมถึงยูเนี่ยนมอลล์ และยังมีแผนจะขยายแฟรนไชส์ให้กับลูกค้าที่สนใจในราคาเริ่มต้น 250,000 บาท เน้นให้แฟรนไชส์สามารถซื้อวัตถุดิบเองได้บางส่วน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแก่ผู้ประกอบการ
“แม้ว่าเราจะยังมือใหม่ ไม่เคยทำร้านมาก่อน แต่พอเปิดตัวมาก็มีหลายคนติตด่อเข้ามาอยากให้เปิดขายแฟรนไชน์มากๆ เลยจุดประกายไอเดียเรื่องแฟรนไชส์ขึ้นมา” โดยตั้งใจจะขายแฟรนไชส์ไม่เกิน 50 เจ้าในปีนี้
และเด็กพุงป่องยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแบรนด์ใหม่อย่าง ‘ซ่อนแมว’ ที่ผวนมาจากคำว่า แซลมอน ที่จะขายท้องแซลมอนอบกรอบ ของทานเล่น ไม่อมน้ำมัน คาดว่าจะได้เห็นในช่วงสิ้นปีนี้
เป้าหมายในอนาคตของซีอีโอหน้าใหม่อย่าง ญดา ไม่ใช่แค่การเปิดแบรนด์ใหม่ในประเทศไทย แต่เป็นการขยายสาขาไปสู่ต่างประเทศด้วย โดยคาดหวังจะสร้างรายได้ 50 ล้านบาทในปีนี้
หลังใช้เวลาพัฒนาเกิน 1 ปี โยปป้า โยเกิร์ตของ ญดาก็เปิดให้ทุกคนได้ลองชิมแล้วในวันนี้ ใครลองแล้วมากระซิบบ้างนะว่าอร่อยโดนใจแค่ไหนบ้าง?
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา