Xiaomi เริ่มทดลองนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในโรงงานผลิตรถ EV แล้ว ด้านผู้บริหารบอก ตอนนี้ยังเป็นแค่ ‘เด็กฝึกงาน’

“ก็อยากจะซื้อ หุ่นยนต์สักตัว เอาไว้ใช้ทำครัว ใช้กรีดยางตัดอ้อยขุดมัน” ใครบอกจะเอาหุ่นยนต์มาแทนที่มนุษย์ล่ะ!!

แต่ความคิดนี้ก็เริ่มดูเป็นจริงมากขึ้น เมื่อ ‘Xiaomi’ เริ่มทดลองนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้ามาช่วยทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองแล้ว โดยผู้บริหารของบริษัทบอกว่า หุ่นยนต์กลุ่มนี้ทำหน้าที่เหมือน ‘เด็กฝึกงาน’ ที่กำลังเรียนรู้งานในสายการผลิต

‘Lu Weibing’ ประธานของ Xiaomi ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ระหว่างงาน Mobile World Congress ที่เมืองบาร์เซโลนา โดยระบุว่าบริษัทกำลังทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อดูว่าพวกมันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากแค่ไหน

เขาเล่าว่า หุ่นยนต์สองตัวสามารถทำงานได้เกือบ 90% ของงานบางประเภทภายในเวลา 3 ชั่วโมง โดยตอนนี้ทำงานพื้นฐานในสายการผลิตได้แล้ว เช่น การขันน็อต หรือการขนย้ายวัสดุภายในโรงงาน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่ให้หุ่นยนต์ทำงานได้ แต่ต้องทำให้มันทำงานได้เร็วพอจะตามจังหวะของโรงงานด้วย

‘Lu’ อธิบายว่า โรงงานรถยนต์ของ Xiaomi มีจังหวะการผลิตที่เร็วมาก โดยรถยนต์หนึ่งคันจะออกจากสายการผลิตทุกๆ 76 วินาที ซึ่งหุ่นยนต์ที่กำลังทดลองใช้งานอยู่ตอนนี้ก็สามารถทำงานทันกับจังหวะการผลิตระดับนี้ได้

ในระยะยาว หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในโรงงาน Xiaomi เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแล้ว ยังมีโอกาสเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์ในงานบางประเภท และอาจทำงานบางอย่างที่มนุษย์ทำไม่ได้ด้วย

ถึงแม้จะเริ่มนำมาทดลองใช้ในโรงงานแล้ว แต่ ‘Lu’ ย้ำว่าการใช้หุ่นยนต์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่ถือว่าเป็นพนักงานเต็มตัว แต่ทำหน้าที่คล้าย ‘เด็กฝึกงาน’ ที่กำลังเรียนรู้กระบวนการทำงานในโรงงาน

บริษัทเทคจีนเร่งพัฒนาฮิวแมนนอยด์กันสนั่น

Xiaomi เคยเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของบริษัทครั้งแรกในปี 2022 ภายใต้ชื่อ ‘CyberOne’ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้วางขายเชิงพาณิชย์

การทดลองของ Xiaomi กำลังสะท้อนการแข่งขันด้านหุ่นยนต์ในจีน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจำนวนมากกำลังพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ บางบริษัทเพิ่งเข้าตลาดหุ้น และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปีนี้บริษัทจีนจะเริ่มเร่งการผลิตหุ่นยนต์มากขึ้น

นักวิเคราะห์จาก ‘RBC Capital Markets’ ประเมินว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 286 ล้านล้านบาทภายในปี 2050 และจีนอาจครองสัดส่วนมากกว่า 60% ของตลาดนี้

เดิมที Xiaomi สร้างชื่อเสียงจากธุรกิจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายเข้าสู่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

แม้ ‘Lu’ จะมองอนาคตของหุ่นยนต์ในแง่บวก แต่เขาก็ยอมรับว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าตลาดนี้จะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหน

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นก็เริ่มขยับเข้าสู่ตลาดหุ่นยนต์เช่นกัน บริษัท EV สตาร์ทอัพอย่าง ‘XPeng’ กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของตัวเอง ขณะที่ ‘Honor’ ก็เพิ่งเปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นแรกของบริษัท

ฝั่งสหรัฐฯ ‘Tesla’ ก็พยายามผลักดันตัวเองให้เป็นบริษัทด้านหุ่นยนต์และ AI มากขึ้น โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Tesla ระบุว่าจะหยุดผลิตรถยนต์ ‘Model S’ และ ‘Model X’ และเตรียมเปลี่ยนโรงงานในเมือง Fremont รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อใช้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus แทน

การแข่งขันในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง หลังจากนักวิเคราะห์หลายรายเริ่มมองว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป จะเป็นยุคของ ‘Agentic AI’ หรือ AI ที่ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยของคนทำงานอีกต่อไป

ในบางกรณี เราอาจเริ่มเห็นหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ และโรงงานอาจกลายเป็นพื้นที่ทดลองสำคัญของเทคโนโลยีนี้ ก่อนที่หุ่นยนต์จะถูกนำไปใช้ในวงกว้างในอนาคต

ที่มา: CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา