ในโลกธุรกิจยุคใหม่ คำว่า “ความเท่าเทียม” ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของเพศสภาพ แต่ได้ขยายขอบเขตไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่ครอบคลุมถึง “ผู้พิการ” (People with Disabilities) ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนแรงงานและเทรนด์ DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) ที่กลายเป็นดัชนีชี้วัดความยั่งยืนขององค์กรทั่วโลก

“แสนสิริ” ได้สื่อสารผ่านแคมเปญ “THIS DisABILITY เปิดพื้นที่ให้ทุกความสามารถเท่าเทียม” แคมเปญที่ชูด้านความเท่าเทียม ด้านความสามารถ ด้วยการสร้างความเข้าใจใหม่ต่อศักยภาพของผู้พิการ เพราะทุกคนมีศักยภาพและความสามารถในแบบของตัวเองที่ควรจะได้รับโอกาสที่เท่าเทียม และประเด็นนี้ มีความสำคัญอย่างมากต่อสถานการณ์แรงงานผู้พิการในไทย
เมื่อ 1 ใน 2 ของผู้พิการวัยทำงาน ‘เข้าไม่ถึงโอกาส’
หากกางตัวเลขสถิติจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กรกฎาคม 2568) จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า จำนวนคนพิการวัยทำงานกว่า 807,333 คน มีผู้ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ 386,193 คน หรือคิดเป็น 47.84% ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในกลุ่มที่ประกอบอาชีพได้จริงมีเพียง 24.38% เท่านั้น ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรมหรือรับจ้างทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่า “ระบบตลาดแรงงานกระแสหลัก” ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นคนกลุ่มนี้อยู่ โดยอุปสรรคสำคัญไม่ได้มาจากสภาพร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก
- การเข้าถึงระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทำงานจริงยังมีจำกัด
- อคติของผู้ว่าจ้าง ภาพจำที่ว่าผู้พิการเป็น “ภาระ” หรือ “ทำงานไม่ได้มาตรฐาน”
- โครงสร้างการจ้างงาน องค์กรส่วนใหญ่เน้นการจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ (ตามมาตรา 34) มากกว่าการจ้างงานโดยตรง (ตามมาตรา 33) เพื่อหลีกเลี่ยงภาระในการออกแบบงานใหม่

ส่องเทรนด์โลก Inclusive Hiring คือมาตรฐานใหม่
ในระดับสากล UNDP และอนุสัญญา CRPD (Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ระบุชัดเจนว่า การตัดสินใจจ้างงานต้องยึดที่ “ความสามารถ” เป็นหลัก ปัจจุบันแบรนด์ระดับโลกอย่าง Microsoft, Starbucks หรือ SAP ต่างมีโปรแกรมจ้างงานผู้พิการเชิงรุก เพราะพบว่าพนักงานกลุ่มนี้มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรสูง (Retention Rate) และช่วยสร้างนวัตกรรมจากการมองปัญหาในมุมที่แตกต่าง
แสนสิรินำแนวคิด THIS DisABILITY สู่การลงมือทำจริงในสังคมไทย
แคมเปญ “Thisability เปิดพื้นที่ให้ทุกความสามารถเท่าเทียม” เป็นหนึ่งในแคมเปญภายใต้ Sansiri Live Equally ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของแสนสิริ ในการสนับสนุนความเท่าเทียมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพศ (Gender), ศักยภาพ (Ability) หรือ สถานะทางสังคม (Status) ผ่านแนวคิด Sansiri Live Equally ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตลอดกว่า 10 ปี

ข้ามผ่านข้อจำกัดทางกาย ชื่อแคมเปญที่มีการขีดฆ่าคำว่า “Dis” ออก แล้วเปลี่ยนเป็น “THIS” คือหัวใจหลัก แสนสิริใช้กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อ “Re-skill” ความเข้าใจของคนในสังคมใหม่ ว่าผู้พิการแต่ละคนมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน เช่น พนักงานผู้พิการทางการได้ยินอาจมีสมาธิและการสังเกตที่เป็นเลิศ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในธุรกิจบริการ
จาก Siri Campus สู่ Sansiri Community แสนสิริเริ่มต้นจากการจ้างงานภายในองค์กร ก่อนจะขยายผลสู่ Habito Mall ใน T77 Community ซึ่งถือเป็นความท้าทายขั้นกว่า เพราะเป็นการดึงพาร์ทเนอร์ร้านค้า (SME) เข้ามาร่วมทดลองโมเดลธุรกิจใหม่และเป็นการแบ่งปันโอกาส

Case Study เมื่อ SME เปิดใจ โอกาสจึงเกิด โมเดลของร้าน Fuzzy Puppy Deli & Wine โดย ป๊อป ชาคริต จตุพรพิเศษ เจ้าของร้าน และพนักงานอย่าง น้องวา มนัสชญา บุตรพรม (ผู้พิการทางการได้ยิน) คือภาพสะท้อนว่า การจ้างงานผู้พิการในธุรกิจบริการ “ทำได้จริง” หากมีการปรับจูนวิธีสื่อสาร
- กลยุทธ์การทำงาน ใช้การพิมพ์ข้อความ การจดจำภาพ และภาษากาย แทนการใช้เสียง
- ความยั่งยืน การจ้างงานนี้ไม่ใช่การ “สงเคราะห์” เพราะพนักงานต้องรับผิดชอบหน้าที่ (เช่น การทำกาแฟ, การดูแลร้าน) และวัดผลด้วยประสิทธิภาพงานจริง
ในมุมมองของผู้ประกอบการนำร่องอย่าง ป๊อป ชาคริต บอกว่าหัวใจสำคัญของการให้โอกาสไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่คือการเปิดใจทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยมองว่าร้านค้าขนาดเล็กมีความได้เปรียบเรื่องความยืดหยุ่นที่สามารถเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีสอนงานให้เหมาะสมกับพนักงานได้ทันที สิ่งสำคัญเป็นเรื่องของความตั้งใจจริงและความรับผิดชอบ การจ้างงานครั้งนี้จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า การปรับจูนวิธีสื่อสารให้รองรับความหลากหลายและสร้างพื้นที่ที่เปิดใจ ธุรกิจจะค้นพบทักษะและศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความพร้อมทางธุรกิจและทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง

ทางด้านของน้องวา มนัสชญา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงถึงความยากลำบากในการเข้าถึงตลาดแรงงานของคนหูหนวก ที่มักจะถูกปฏิเสธโอกาสแม้จะมีความรู้ความสามารถตรงตามสายงานที่เรียนมาก็ตาม การได้รับโอกาสในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความสบายใจ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ร้านมีความเปิดกว้างและใช้การสื่อสารผ่านการเขียนหรือท่าทางโดยไม่มีใครมองว่าเธอเป็นคนพิการ น้องวาจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองผ่านการสังเกตและเรียนรู้ตลอดเวลา พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจะช่วยสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่เพื่อนผู้พิการคนอื่นๆ ในอนาคต เพื่อให้ทุกคนสามารถแสดงความสามารถและเติบโตในสังคมได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
Thisability กับทิศทางความเท่าเทียมระดับโลก
แคมเปญ “Thisability เปิดพื้นที่ให้ทุกความสามารถเท่าเทียม” เป็นหนึ่งในแคมเปญภายใต้ Sansiri Live Equally ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของแสนสิริในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตลอดกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในมิติด้านสังคมที่ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา เยาวชน และการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานทางสังคม

หากย้อนดูเส้นทางของแสนสิริในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การลงนาม UN Global Standards of Conduct ไปจนถึงการสนับสนุน สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality) จะเห็นว่าแคมเปญนี้ เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ล่าสุดที่พยายามตอบโจทย์ Social Equality ในมิติที่ลึกขึ้น
การที่แบรนด์เลือกทำเรื่องนี้ในวงกว้าง เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ขององค์กรสู่มาตรฐานระดับสากล และเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคตที่ จริยธรรมของแบรนด์มีความสำคัญพอๆ กับคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Alpha)

ความท้าทายที่ยังรออยู่
แม้ THIS DisABILITY จะเป็นโมเดลต้นแบบที่น่าสนใจ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ “การขยายผล” (Scaling Up) จะทำอย่างไรให้ร้านค้าอื่นๆ หรือผู้ประกอบการรายย่อยมองเห็นว่าการจ้างงานผู้พิการคือการเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจ ไม่ใช่ภาระในการบริหารจัดการ
บทเรียนจากน้องวาและร้าน Fuzzy Puppy แสดงให้เห็นว่า “หัวใจของการทำงานคือทีมเวิร์กและความเข้าใจ” หากภาคธุรกิจไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัด และเปลี่ยนมาเป็น “การออกแบบงานให้เหมาะสม” เราอาจเห็นตัวเลขผู้พิการที่เข้าสู่ระบบแรงงานเพิ่มขึ้นมากกว่าแค่ 24% และนั่นจะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คำว่า Live Equally เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา