กระแสปลดพนักงานในวงการเทคยังคงไม่แผ่ว แม้จะเข้าสู่ปี 2026 แล้ว แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์แรกของปี ตัวเลขพนักงานที่ถูกเลย์ออฟทั่วโลกทะลุ 30,000 ตำแหน่ง
หากแนวโน้มยังดำเนินต่อเนื่อง ตัวเลขรวมทั้งปีอาจสูงกว่าปี 2025 ที่มีการปลดรวมราว 245,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าอุตสาหกรรมยังอยู่ในโหมดปรับโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแรงกระเพื่อมระยะสั้น

คำอธิบายที่ถูกหยิบมาใช้ หรือ ‘อ้าง’ บ่อยขึ้นเรื่อยๆ คือ ‘AI’ ผู้บริหารหลายบริษัทมักระบุว่า การลดคนในวันนี้ เป็นการเตรียมรับมือกับรูปแบบการทำงานใหม่ที่ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า AI คือสาเหตุจริงๆ หรือเป็นเพียงเหตุผลที่สื่อสารกับตลาดได้ง่ายกว่า หรือเป็นเพียงเกราะป้องกันที่ผู้บริหารใช้สื่อสารกับตลาด แทนการยอมรับความผิดพลาดทางธุรกิจ
ถ้าปลดต่อเนื่องแบบนี้ ตลาดแรงงานเทคจะเหลืออะไร
ข้อมูลจาก ‘Challenger, Gray & Christmas’ ระบุว่า ในปี 2025 มีการอ้างถึง AI ในประกาศปลดพนักงานมากกว่า 50,000 ตำแหน่ง ขณะที่ ‘Layoffs.fyi’ ประเมินว่า ตั้งแต่ปี 2022 บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกปลดพนักงานไปแล้วมากกว่า 700,000 คน ส่วนหนึ่งเป็นการปรับฐานหลังช่วงโควิด-19 ที่หลายบริษัทเร่งจ้างงานเกินตัว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ‘Amazon’ ซึ่งประกาศปลดพนักงานองค์กรเพิ่มอีก 16,000 ตำแหน่งในปี 2026 ต่อเนื่องจาก 14,000 ตำแหน่งในปลายปี 2025 และเกือบ 20,000 ตำแหน่งในปีเดียวกันก่อนหน้า
แม้ปี 2025 Amazon จะมีรายได้สูงถึง 716,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 22.34 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน และเตรียมงบลงทุนด้าน AI และคลาวด์กว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (6.23 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ ฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่า เป็นการ ‘ลดขั้นตอน’ และ ‘เพิ่มประสิทธิภาพ’ แต่บทวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การตัดค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่มีเป้าหมายเพื่อ ‘เคลียร์งบ’ ไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่า
ด้าน ‘Meta’ ปลดพนักงานราว 1,500 ตำแหน่ง คิดเป็น 10% ของหน่วยงาน Reality Labs โดยระบุว่าจะโยกทรัพยากรไปโฟกัส AI มากขึ้น
กรณีที่เพิ่งเกิดล่าสุด และตรงไปตรงมาที่สุดอาจเป็น ‘Block’ บริษัทแม่ของ Square, Cash App, และ Tidal ซึ่งประกาศปลดพนักงานมากกว่า 4,000 คน จากพนักงานราว 10,000 คน ลดลงกว่า 40% ขององค์กร โดยระบุเหตุผลตรงๆ ว่าเป็นเพราะ AI
‘แจ็ค ดอร์ซีย์’ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Block อธิบายว่า บริษัทมีสถานะการเงินแข็งแรง และกำไรเติบโตดี แต่เครื่องมือ AI ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนเท่าเดิม พื้นฐานของการสร้าง และบริหารองค์กรกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก
คำอธิบายลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดที่มอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยงาน แต่เป็น ‘แรงงานรูปแบบใหม่’ ที่ทดแทนคนได้จริง

ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกา แต่ในยุโรป ‘Ericsson’ ก็ประกาศลดพนักงาน 1,900 ตำแหน่ง ท่ามกลางตลาด 5G ที่ชะลอตัว ส่วน ‘ASML’ เลย์ออฟพนักงานราว 1,700 ตำแหน่ง แม้ปี 2025 จะทำยอดขาย และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปรับองค์กรให้คล่องตัวขึ้น
ภาพรวมในสหรัฐฯ ยังเป็นศูนย์กลางของการปลดพนักงาน โดยกว่า 80% ของตัวเลข 30,700 ตำแหน่งในช่วงต้นปี 2026 เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ครอบคลุม 38 บริษัท ขณะที่ในเอเชีย ‘อินเดีย’ และ ‘อิสราเอล’ มีตัวเลขลดลงต่อเนื่อง ส่วน ‘ญี่ปุ่น’ ‘อินโดนีเซีย’ และ ‘จีน’ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี แม้การรายงานจากจีนจะเข้าถึงได้ยาก
นักวิชาการชี้ AI อาจจะยังไม่ใช่สาเหตุหลักของการเลย์ออฟ
แรงสั่นสะเทือนยิ่งชัดขึ้นหลังการเปิดตัว ‘Claude Cowork’ ของ ‘Anthropic’ ซึ่งทำให้มูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหายไปหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาสั้นๆ สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มมอง AI ไม่ใช่เพียงซอฟต์แวร์ แต่เป็นระบบที่อาจทำหน้าที่แทนพนักงานมนุษย์ในระดับองค์กร
เมื่อความกังวลนี้ลามจากตลาดทุนไปสู่ภาคธุรกิจ คำถามเรื่องอนาคตของงานก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นั่นคือ AI เป็นตัวการหลักของการปลดพนักงานจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม บริษัทวิจัย ‘Forrester’ ตั้งข้อสังเกตว่า หลายองค์กรที่ประกาศลดคนโดยอ้างการนำ AI มาใช้ ยังไม่มีระบบที่พร้อมทดแทนแรงงานในระดับกว้าง คำว่า ‘AI-washing’ จึงถูกใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ หมายถึงการหยิบ AI มาเป็นเหตุผลหลักของการลดต้นทุน ทั้งที่ปัจจัยจริงอาจเป็นรายได้ที่ชะลอ หรือการจ้างงานเกินในช่วงก่อนหน้า
นักวิชาการบางรายมองว่า การประกาศว่าองค์กรกำลัง ‘เตรียมพร้อมสู่ยุค AI’ เป็นข้อความที่สื่อสารกับนักลงทุนได้ดีกว่าการยอมรับว่าธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน หรือการเติบโตที่ชะลอลง อย่างน้อยก็สะท้อนภาพของการปรับตัวเชิงรุกมากกว่าการตั้งรับ
งานศึกษาของ ‘Yale Budget Lab’ ที่ทำร่วมกับนักวิจัยจาก ‘Brookings Institution’ ระบุว่า แม้ ‘Generative AI’ จะมาแรงตั้งแต่ปลายปี 2022 แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่พบหลักฐานว่า มีผลกระทบต่อการจ้างงานในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ
การปลดพนักงานจำนวนมากในภาคเทคช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวหลังโควิด-19 เมื่อบริษัทที่เคยเร่งจ้างงานต้องลดขนาดองค์กรให้สอดคล้องกับรายได้จริง และแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นที่ต้องการเห็นกำไรฟื้นตัว
ปี 2026 เมื่อบริษัทเทคเริ่มทุ่มงบให้หุ่นยนต์
ทว่าภาพในปี 2026 เริ่มสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างมากขึ้น หลายบริษัทไม่ได้เพียงลดจำนวนพนักงาน แต่ปรับนิยามงานใหม่ กระบวนการที่เคยใช้ทีมขนาดใหญ่ถูกออกแบบให้เล็กลง และใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ เขียนโค้ด สร้างคอนเทนต์ หรือดูแลลูกค้า ตำแหน่งงานที่มีลักษณะซ้ำๆ และวัดผลได้ชัดเจนมักถูกลดก่อน
แนวโน้มนี้ไม่ได้หยุดแค่ระดับปฏิบัติการ แต่เริ่มขยับไปถึงตำแหน่งระดับกลางและระดับสูง
‘ร็อบ การ์ลิก’ อดีตผู้บริหารด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และอนาคตการทำงานของ Citi Global Insights ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จำนวนหุ่นยนต์ AI อาจมากกว่าประชากรวัยทำงานทั่วโลก หากองค์กรยังใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการทำกำไร

งานวิจัยที่เขาเคยจัดทำคาดว่า จำนวนหุ่นยนต์ AI อาจเพิ่มเป็น 1,300 ล้านตัวภายในปี 2035 และทะลุ 4,000 ล้านตัวในปี 2050
รายงานเดียวกันยังชี้ให้เห็นความคุ้มทุนอย่างตรงไปตรงมา หากหุ่นยนต์ราคา 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 466,000 บาท ไปแทนงานที่จ่ายค่าแรงชั่วโมงละ 41 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,280 บาท/ชั่วโมง) จะคืนทุนได้ภายในไม่ถึง 4 สัปดาห์ เมื่อวัดกันด้วยต้นทุนเพียงอย่างเดียว “มนุษย์แทบไม่มีความได้เปรียบ”
ด้าน ‘Morningstar’ เตือนว่า ตลาดกำลังให้ความสำคัญกับสิ่งที่ AI อาจทำลาย มากกว่าสิ่งที่มันอาจสร้างคุณค่า บริษัทจำนวนมากอาจเลือกใช้ AI เพื่อลดคนทันที เพราะนักลงทุนตอบรับเชิงบวกกับการประหยัดต้นทุน แต่ทางเลือกอีกด้านคือการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และโยกพนักงานไปทำงานที่มีมูลค่าสูงกว่าแทน
ปี 2026 จึงอาจเป็นจุดตัดสำคัญ ระหว่างการมอง AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ กับการมองว่า เป็นแรงงานรูปแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่คนจริงๆ และคำถามที่ยังรอคำตอบชัดเจนคือ คลื่นเทคโนโลยีรอบนี้จะจบลงที่การรัดเข็มขัดชั่วคราว หรือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
- นักวิเคราะห์ Citi เตือน แรงงานหุ่นยนต์อาจแซงหน้ามนุษย์ภายในไม่กี่ทศวรรษ เพราะองค์กรมัวแต่ลงทุนในเทคโนโลยีไม่หยุด
- นักลงทุนต่างชาติเตือน ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนตลาดแรงงานครั้งใหญ่ เพราะ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง
ที่มา: The New York Times, Bloomberg, Rational FX [1] [2], Blognone
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา