อยากเป็นคนว่างงานที่ร่ำรวย

แน่ล่ะว่าความฝันนี้อาจเกินเอื้อมไปหน่อย แต่ปัจจุบัน การหางานก็ดูยากพอๆ กันไม่ใช่เหรอ?
ยิ่งไปกว่านั้น ที่พวกผู้ใหญ่พร่ำบอกกันมาแต่เด็กว่าให้เรียนจบสูงๆ จะได้มีงานทำ รู้หรือไม่ว่า สถานการณ์ตลาดแรงงานใน ‘สหรัฐอเมริกา’ ตอนนี้ เด็กที่เรียนจบด้วยวุฒิมัธยมปลายยังหางานง่ายกว่าบัณฑิตมหาวิทยาลัยอีก?
ไม่รู้จะเรียกมันว่า ‘วิกฤต’ ได้ไหม แต่สำนักข่าว The Atlantic เผยว่า อนาคตของเหล่า ‘พนักงานปกขาว’ (White Collar) หรือ ‘พนักงานออฟฟิศ’ ในสหรัฐฯ นั้นดูไม่สดใสเอาเสียเลย
เอาแค่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Baker McKenzie บริษัทกฎหมายชื่อดังได้ปลดพนักงานออกไป 700 คน, Salesforce ปลดพนักงานหลายร้อยคน ขณะที่ KPMG บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลกก็ไปเจรจาต่อรองลดค่าธรรมเนียมออดิทของตนเองอีก
กลับกลายเป็นว่าความมั่นคงของอาชีพที่ต้องใช้ปริญญาบัตรกำลังสั่นคลอนยิ่งกว่างานของผู้ใช้แรงงานหรือพนักงานปกน้ำเงินอีก มันเกิดอะไรขึ้นกัน?
คนหางานเยอะเท่ามหาสมุทร แต่ตำแหน่งงานว่างแห้งเหือดเหมือนทะเลทราย

จากรายงานล่าสุดโดย ‘สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ’ ปัจจุบัน ในภาคบริการวิชาชีพและธุรกิจ เช่น บริษัทกฎหมาย บริษัทตรวจสอบบัญชี หรือบริษัท IT มีตำแหน่งงานว่างแค่ 1.6 ตำแหน่งต่อพนักงาน 100 คนเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี แย่กว่าช่วงโควิดระบาดเสียอีก
ขณะเดียวกัน ตำแหน่งงานว่างในอุตสาหกรรมดังกล่าวก็ลดน้อยลงถึง 1.4 ล้านตำแหน่งเมื่อเทียบกับช่วงฮิตๆ ในเดือนมีนาคม 2022 ส่งผลให้อัตราส่วนคนว่างงานต่อตำแหน่งงานที่เปิดรับ ลดลงมาเหลือแค่ 4% เท่านั้น เกือบๆ เท่าสถิติในปี 2020 เลย
รายงานยังบอกอีกว่า การหางานยุคนี้ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน จนผู้สมัครบางคนถึงขั้นจ่ายเงินให้บริษัทหางานช่วยปรับโปรไฟล์ LinkedIn กับสมัครงานให้แทนด้วยซ้ำ
ตำแหน่งงานที่ว่างอันน้อยนิดนี้ยังคงเป็นเทรนด์ที่เห็นอยู่เรื่อยๆ ในสหรัฐฯ เพราะอย่างในปี 2025 ตำแหน่งงานที่เพิ่มเข้ามาก็มีอยู่แค่ประมาณ 15,000 ตำแหน่งโดยเฉลี่ย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา
ตำแหน่งงานว่างน้อย เพราะเป็นงานที่ใช้ AI มาทุ่นแรงได้

แล้วตำแหน่งงานมันแห้งขนาดนี้ได้อย่างไรน่ะเหรอ? มันก็เป็นเพราะหลายองค์กรเห็นว่า ‘AI’ สามารถเข้ามาทำงานเหล่านั้นแทน จึงไม่ต้องหาคนเพิ่มยังไงล่ะ
แม้ตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาจะดูย่ำแย่ขนาดไหน แต่เศรษฐกิจประเทศก็ยังขยายตัวไปถึง 4.4% ในปีที่ผ่านมา จน ‘Goldman Sachs’ ธนาคารเพื่อการลงทุน รายงานว่า นี่อาจเป็นยุคใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งคือยุคแห่ง “Jobless Growth” หรือการเติบโตที่ไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน
‘Constantin Burgi’ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า สถานการณ์ที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่เป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นในยามที่โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป อย่างเช่นการที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
แม้ตอนนี้เราอาจยังไม่สามารถการันตีได้เต็มปากว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือทรงพลังดังที่หลายคนกล่าวจริงไหม แต่ Burgi เผยว่า อย่างน้อยๆ มันก็ทำให้การจ้างงาน ‘Outsource’ ง่ายขึ้นเช่นกัน
“ตำแหน่งงานเหล่านั้นจะหายไปจริงๆ เว้นเสียแต่ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะพบว่าเรายังต้องการคนอยู่ และการนำ AI หรือ Outsource มาแทนที่ มันไม่ได้ผล” Burgi กล่าว
ลาก่อนพนักงานออฟฟิศ ลาก่อนเงินเดือนสูงๆ

ถ้า AI เข้ามาทำให้บริษัทรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานออฟฟิศอีกต่อไป สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือ คนเหล่านี้จะกลายเป็นคนว่างงานเป็นปีๆ รายได้ก็น้อยลงตาม จนสุขภาพจิตเสียในที่สุด
ที่สำคัญ ตามระบบของสหรัฐฯแล้ว รัฐส่วนใหญ่จ่ายเงินซัพพอร์ตคนว่างงานแค่ประมาณ 500 – 600 เหรียญ (15,000 – 18,000 บาท) ต่อสัปดาห์เท่านั้น ซึ่งมันจะไปพออะไรกับคนที่เคยมีเงินเดือนมากถึง 6 หลัก
ปัญหานี้ว่าแย่แล้ว มาดู ‘เด็กจบใหม่’ กันหน่อยดีกว่า เพราะนอกจากจะไม่มีประสบการณ์การทำงานเลย ตำแหน่งงานระดับ Entry-level ยังอาจน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย ส่งผลให้รายได้ของคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องไปอีกหลายปี
นอกจากนี้ หากครัวเรือนที่ (เคย) มีกำลังซื้อต้องประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น ธุรกิจที่แทบไม่เกี่ยวกับ AI เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ปั๊มน้ำมัน ร้านค้า ร้านทำผม และร้านอาหาร ก็จะยิ่งซัฟเฟอร์ ทำให้ตลาดแรงงานแย่ลงไปด้วย
ดังนั้น ต่อให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวันนี้จะเติบโตขึ้นจริง แต่ในระยะยาว ก็อาจไม่สวยงามเท่าไร ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ หาวิธีทำให้เหล่าพนักงานปกขาวได้กลับไปทำงานออฟฟิศอย่างที่ควรเสียที
ไทยเองก็จ้างงานฟูลไทม์น้อยลง เน้นสัญญาจ้างมากขึ้น

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าคิดว่าไทยจะรอด เพราะบ้านเราก็เริ่มนำ AI มาแทนที่คนและลดการจ้างงานแล้วเหมือนกัน
ในปี 2025 ‘JobsDB by SEEK’ พบว่า ตลาดแรงงานในไทยเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ หลายบริษัทหันมาเปิดรับพนักงานแบบ ‘สัญญาจ้าง’ กับ ‘พาร์ทไทม์’ แทน เพราะต้องการบริหารต้นทุนให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน JobsDB by SEEK เผยว่า ทักษะด้าน AI เริ่มถูกนำมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคนเข้าทำงานแล้วเช่นกัน และมองว่าคือข้อได้เปรียบในตลาด
Brand Inside เล็งเห็นว่า การที่ AI มีบทบาทมากขึ้นในสายงานออฟฟิศก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะหน้าที่ของมันคือช่วยให้การทำงานต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่สิ่งที่อยากถามทุกองค์กรคือ ศักยภาพของ AI มันสูงมากพอที่จะทำให้เราเลย์ออฟหรือไม่เปิดรับคนเพิ่มจริงๆ หรือมันเป็นแค่อุปทานหมู่ของเหล่าผู้บริหารที่กลัวตกขบวน?
เพราะบางที ปัญหาตลาดแรงงานอาจไม่ใช่เพราะโลกนี้มีงานน้อยลง แต่เป็นเพราะพวกเรารีบเชื่อเกินไปว่า ‘คน’ ไม่จำเป็นแล้วหรือเปล่า?
- วันนี้เลย์ออฟ วันหน้าอย่ามาง้อแล้วกัน! ผู้เชี่ยวชาญเผย ในอีก 5 ปี บริษัทที่เอา AI มาแทน จะรู้สึกเสียดายแน่ๆ
- นักลงทุนต่างชาติเตือน ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนตลาดแรงงานครั้งใหญ่ เพราะ AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์โดยตรง
ที่มา: The Atlantic, Quartz, The Kobeissi Letter, BBC
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา