เศรษฐกิจไทยจะ ‘กระตุ้นระยะสั้น’ ไปถึงเมื่อไหร่?

ช่วงก่อนเลือกตั้งใหญ่ ‘Bloomberg’ สำนักข่าวระดับโลกได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากคือ ทำไมประเทศไทยถึงยังลงคะแนนเสียงให้กับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง?
นับเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษแล้วที่ประเทศไทยขาดเสถียรภาพทางการเมือง จนจากเดิมที่เคยจะเป็นชาติที่สู้กับสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ได้ ตอนนี้ เราเป็นแค่ประเทศที่เต็มไปด้วยหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ กับเศรษฐกิจที่แทบไม่ดีขึ้น
Bloomberg วิเคราะห์ว่า การที่ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งและเกิดการรัฐประหารซ้ำซาก ทำให้ประเทศชาติไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้ แถมพรรคการเมืองไทยยังมุ่งเน้นแก้ปัญหาระยะสั้นกับนโยบายประชานิยมมากกว่า
ตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและส่งออกหนักมาก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่เสริมแรงเศรษฐกิจบ้านเราได้ดีในอดีต แต่ตอนนี้ เครื่องยนต์เหล่านั้นใกล้ดับแล้ว โดยที่พวกเราไม่มีอุตสาหกรรมไหนๆ มารับหน้าที่ต่อเลย
เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นได้ ต้องปฏิรูป

‘Gareth Leather’ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำ Capital Economics รายงานว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยเติบโตจากช่วงก่อนโควิดเพียง 5% เท่านั้น หรือตีเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 1% ต่อปี สวนทางกับเวียดนามและอินเดียที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 40%
แม้หลายๆ พรรคการเมืองจะหาเสียงว่า อยากเพิ่ม ‘GDP’ ประเทศราวๆ 3-5% แต่ ‘Jun Hao Ng’ จาก Oxford Economics เคาะเลยว่า ถ้าให้อิงจากความเป็นจริง มากสุดก็ได้แค่ 3% เท่านั้น ขณะที่ ‘แบงก์ชาติ’ ประเมินว่าปีนี้ GDP อาจโตแค่ 1.5% กลายเป็นอัตราที่น้อยที่สุดในรอบ 12 ปี
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ท่านอื่นคาดการณ์ว่า ในปี 2026 GDP ของไทยจะเติบโตขึ้นแค่ 1.7% ต่างจากปี 2025 ที่เพิ่มขึ้น 2.1% ส่งผลให้เป็นประเทศที่เติบโตน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหลักอื่นๆ ในทวีปเอเชีย
Leather มองว่า หากประเทศไทยมีการ ‘ปฏิรูปทางการเมือง’ อย่างจริงจัง และมีรัฐบาลที่สนับสนุนการปฏิรูปอยู่ในอำนาจ มันก็เป็นไปได้ว่าในระยะยาว ไทยจะสามารถแก้บางปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้ แต่จนกว่าจะมีเสถียรภาพนั้น การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องที่ยากมากๆ
ด้าน ‘Ng’ ชี้ว่า ปัญหาในตอนนี้คือ ประเทศไทยขาดความเต็มใจในการ ‘ปฏิรูป’ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบเชิงลบในระยะสั้น แต่สุดท้ายมันจะสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศชาติในระยะยาว
Ng เสริมว่า แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการแจกเงินสดต่างๆ จะเป็นที่นิยม แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง แถมยังฟื้นตัวอย่างยากลำบาก
ต่อให้ประชาชนจะอยากปฏิรูป แต่ด้วยระบบก็เป็นไปได้ยาก

ทาง Bloomberg ยังเทียบให้ดูด้วยว่า นโยบายเศรษฐกิขของ 3 พรรคการเมืองที่มาแรงนั้น มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร โดย
- พรรคภูมิใจไทย: คนละครึ่งพลัส เฟส 2, ลดต้นทุน SME ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, สร้างพลังงานสีเขียว ลดค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต
- พรรคประชาชน: ปฏิรูปโครงสร้าง ทลายการผูกขาด, หวยใบเสร็จ, ปฏิรูปภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม
- พรรคเพื่อไทย: สร้างเศรษฐีเงินล้าน, ประกันกำไรสินค้าพืชผลเกษตร, เพิ่มรายรับให้ประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
จากนโยบายเหล่านี้ Bloomberg วิเคราะห์ว่า ‘พรรคประชาชน’ คือพรรคการเมืองที่สนับสนุนการปฏิรูป แต่มีฐานคะแนนเสียงแค่ตามพื้นที่ในเมือง ขณะที่ ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคภูมิใจไทย’ คือพรรคที่ครองใจประชาชนในภูมิภาคหลักหลายแห่ง แต่เน้นเรื่องการแจกเงินกับกระตุ้นระยะสั้นมากกว่า
ดังนั้น Bloomberg จึงคิดว่า ต่อให้ประชาชนจะอยากปฏิรูปขนาดไหน ระเบียบการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังเป็นข้อจำกัดอยู่ เพราะประเทศไทยไม่เคยมีพรรคการเมืองใดที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตนเองหรือมีที่นั่งในสภาถึง 251 ที่ มาตั้งแต่ปี 2005 แล้ว
ไทยคงไม่สามารถเป็นประเทศรายได้สูงทันปี 2037 ตามเป้าที่วางไว้

แม้การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ Bloomberg บอกไว้เลยว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมา ก็ต้องมารับภาระ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่มีอยู่ถึง 66% ของ GDP ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกือบชนเพดานอยู่แล้ว และไม่สามารถสูงเกินกว่า 70% ได้
ที่สำคัญ อัตราดอกเบี้ยที่แบงก์ชาติกำหนดไว้ที่ 1.25% นั้น Bloomberg ระบุว่าเป็นอัตราที่แทบจะต่ำที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยของหนี้สินครัวเรือนสูงกับภาวะสินเชื่อตึงตัวเป็นข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
Bloomberg กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าประเทศน้อยลง เพราะนับตั้งแต่ปี 2015-2023 ยอดเงินลงทุนจากต่างประเทศตีเป็นมูลค่าเพียง 11% ของ GDP ต่อปีเท่านั้น ต่างจากเวียดนามที่มีสัดส่วนการลงทุนต่างชาติถึง 42%
นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงเงินในไทยเป็นเพราะจริงๆ บ้านเราควรเติบโตในอัตราเร่งกว่านี้ ให้สมกับความเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง แต่เรากลับเติบโตในอัตราที่ช้าใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว แม้ความจริงจะยังไปไม่ถึงขั้นนั้นก็ตาม
ด้าน ‘สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3’ (AMRO) ก็ประเมินว่า สภาพเศรษฐกิจไทยในระยะเวลากว่า 20 ปีนี้ กำลังอยู่ใน “ช่วงขาลงที่น่ากังวล” โดยเป็นไปได้ยากที่จะพัฒนามาเป็น ‘ประเทศรายได้สูง’ ภายในปี 2037 ตามที่ตั้งเป้าไว้
AMRO ยังบอกอีกว่า ถ้าอิงจากอัตราการเติบโตปัจจุบัน เป้าหมายในการเป็นประเทศรายได้สูงของไทย คงเกิดขึ้นหลังจากปี 2050 ด้วยซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนเข้ามาปฏิรูปอย่างจริงจัง ควบคู่กับโปรเจกต์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจเร่งความฝันนี้ให้เกิดขึ้นภายในปี 2042 ได้
เอาจริงๆ นักการเมืองไทยหลายคนคงทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่เพราะอะไร เราถึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปในทางที่ดีขึ้นได้ หรือจะต้องเลื่อนเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงออกไปเรื่อยๆ โดยให้เพื่อนบ้านทุกคนแซงเราไปหมดก่อน?
Brand Inside หวังว่า ต่อจากนี้ ไม่ว่าใครจะได้ขึ้นเป็นรัฐบาล ก็ขอให้ทำงานเพื่อประชาชน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้กลับมาผงาดในเอเชียอีกครั้งหนึ่งจริงๆ
- เปิด ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ พรรคภูมิใจไทย ชี้ชะตาปากท้องคนไทยไปอีก 4 ปี
- อยากให้ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาอีกครั้ง! สมาคมภัตตาคารไทย เตรียมยื่นหนังสือถึง ‘อนุทิน’ นายกคนใหม่ ปัดฝุ่นโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ
- ต้น-วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร: ไทยเคยฝันใหญ่ แต่ไฟมอดหาย เพราะพ่ายแพ้บนเวทีโลก
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา