ภาพจำเดิมๆ ของ NT (National Telecom) คือองค์กรโทรคมนาคมขนาดใหญ่ที่เป็นกระดูกสันหลังด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มีความมั่นคงสูง แต่ในสายตาคนรุ่นใหม่ NT กลับดู “ไกลตัว” และ “เข้าถึงยาก” เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด Consumer

แต่จากการเปิดตัว NT LAUNCHING EVENT 2026 ชัดเจนว่า NT กำลังพยายามทำสิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการ “Humanize the Tech” หรือการทำให้เทคโนโลยีดูมีหัวใจและเข้าใกล้ไลฟ์สไตล์คนทั่วไปมากขึ้น
เสกสรรค์ มิตรเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจลูกค้าและการตลาด NT บอกว่า จุดแข็งของ NT คือ เรื่อง National Trust และโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ และในปี 2026 ตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย ทันสมัย และอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแท้จริง ดังนั้น ต้องขยับบทบาทจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน สู่การเป็น ผู้สนับสนุนการใช้ชีวิตในทุกมิติ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการทำงาน การพักผ่อน รวมทั้งความบันเทิงที่ไม่มีสะดุด เพื่อตอบโจทย์ทุกคนอย่างเต็มที่ที่สุด

กลยุทธ์ “โบว์ เมลดา” พรีเซนเตอร์ที่มาแก้โจทย์ความห่างเหิน
การเลือก “โบว์-เมลดา สุขศรี” มาเป็นพรีเซนเตอร์ คือหมากเกมสำคัญที่ NT ใช้แก้ Pain Point เรื่องภาพลักษณ์องค์กรที่ดูแข็งเกินไปและเข้าถึงได้ยาก
- Friendly & Accessible โบว์ เมลดา มีภาพลักษณ์ของความสดใส ขี้เล่น และเป็นธรรมชาติ ซึ่งตรงข้ามกับภาพลักษณ์รัฐวิสาหกิจแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง
- Mass Appeal การมีฐานแฟนคลับกว้างและเข้าถึงคนทุก Gen ช่วยให้การสื่อสารของ NT ที่เคยดูเป็นทางการ (Formal) กลายเป็นเรื่องที่ฟังดู “เป็นกันเอง” (Casual) มากขึ้น
- Marketing Focus นี่คือการทำ Human-Centric Marketing เพื่อบอกว่า NT ไม่ได้มีไว้แค่ให้หน่วยงานรัฐใช้ แต่มีไว้ให้ทุกคนสามารถ “สนุก” และ “ใช้ชีวิต” ได้เหมือนกัน

สู้ด้วย “ความคุ้มค่า” ในยุคค่าครองชีพสูง
ในเชิงธุรกิจ NT รู้ดีว่าการจะแย่งชิง Share of Mind จากเจ้าตลาดเดิม ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่การเปลี่ยนพรีเซนเตอร์ แต่ต้องมี “ของดีที่ราคาจริงใจ” มาสนับสนุน
- Fixed Broadband การออกแพ็กเกจ NT Fiber Care Plus (1000/600 Mbps) ในราคา 679 บาท พร้อมซิมเน็ตและเราเตอร์ฟรี คือการตั้งราคาที่ “ลดความลังเล” ของผู้บริโภค เน้นกลุ่ม WFH และ Gamer ที่ต้องการเสถียรภาพในราคาที่จับต้องได้
- Mobile Business แบรนด์ my by NT ยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ “ความคุ้มค่า” (Value for Money) อย่างซิม 5G ราคา 399 บาท หรือเน็ตรายปีตกเดือนละไม่ถึง 200 บาท ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาด สำหรับกลุ่มคนฉลาดเลือกที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายรายเดือน

จาก Infrastructure สู่ Life Partner ที่ทำได้จริง
สิ่งที่ NT ต้องแสดงให้เห็นชัดเจนขึ้น คือการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้บริการท่อส่งสัญญาณ” สู่ “ผู้สนับสนุนการใช้ชีวิต”
การจัดงานแบบ Interactive Experience เช่น เกม “BEAT THE BOW” หรือกิจกรรมในงานที่เซ็นทรัลเวิลด์ แสดงให้เห็นว่า NT ใช้ Consumer Insight เจาะลึกถึงสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง ไม่ได้ยัดเยียดขายของแบบเดิม เพื่อสร้าง “Customer Experience” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการให้บริการ โดยยังเชื่อมโยงถึง ระบบการบริการลูกค้า ศูนย์บริการ และแอปพลิเคชันที่สะดวกรวดเร็ว และปลอดภัย

NT สร้างการเชื่อมต่อถึงผู้บริโภค
การรีแบรนด์ของ NT ในปี 2026 คือการพยายาม “ลดช่องว่าง” ระหว่างเทคโนโลยีระดับประเทศกับความต้องการระดับบุคคล จุดแข็ง NT มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่แน่นหนาเป็นทุนเดิม ดังนั้นการมีภาพลักษณ์และพรีเซนเตอร์ใหม่ที่เข้าถึงง่าย มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่จับต้องได้ จะเป็นการสร้าง Share of Heart ให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
โจทย์ใหญ่คือ NT ต้องรักษามาตรฐานบริการและพัฒนา Digital Ecosystem เพื่อรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ เพื่อยืนยันให้เห็นว่า NT คือ เพื่อนที่คุ้มค่าในชีวิตประจำวันสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา