กลุ่มบริษัทสามารถ (Samart Corporation) ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ด้วยคอนเซปต์ “Unlock Unlimited Opportunities” พร้อมรุกตลาดเทคโนโลยีเต็มสูบ เดินเกมกลยุทธ์ M&A ผสานความร่วมมือพันธมิตร ตั้งเป้ารายได้รวม 14,000 ล้านบาท เติบโต 30% ตั้งเป้ากำไรไว้จากทุกธุรกิจในกลุ่มเกือบ 900 ล้านบาท มั่นใจปีนี้ผลงานโดดเด่นที่สุดในทศวรรษ
วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ปีนี้จะเป็น “ปีแห่งการปลดล็อก” เพื่อก้าวข้ามความไม่แน่นอน โดยบริษัทฯ วางเป้าหมายการเข้าร่วมประมูลงานใหม่มูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท และตั้งเป้า Backlog สิ้นปีทะลุ 20,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีตุนไว้แล้วกว่า 16,000 ล้านบาท
เปิด 3 แกนกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร
วัฒน์ชัย ย้ำ 3 แกนกลยุทธ์ (Unlimited) เพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อทรานส์ฟอร์มสู่ Tech Company เต็มรูปแบบ ได้แก่:
-
Unlimited Solutions: ขยายขอบเขตบริการเทคโนโลยีตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานใต้ดิน บนดิน จนถึงน่านฟ้า (Underground to Sky) นำเสนอโซลูชันใหม่ตอบโจทย์ Digital Transformation
-
Unlimited Collaborations: เน้นการผสานความร่วมมือและใช้กลยุทธ์ การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เป็นทางลัดในการเร่งโต เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และขยายฐานลูกค้า
-
Unlimited Opportunities: เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และพนักงานปัจจุบันได้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร
จากการที่กลุ่มสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมีงานในมือเมื่อ ณ สิ้นปี 2568 อยู่เกือบ 16,000 ล้านบาท ซึ่งจากความสำเร็จและด้วยกลยุทธ์ที่วางแผนไว้ เราจึงมั่นใจตั้งเป้ารายได้ที่ 14,000 ล้านบาท และจะสร้างกำไรให้เติบโตจากปีก่อนหน้าไม่ต่ำกว่า 75% จากการวางแผนเข้าร่วมประมูลงานหลักรวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าสิ้นปีจะมีงานในมือทะลุ 20,000 ล้านบาท มั่นใจรายได้จะสูงสุดในรอบ 10 ปี พร้อมตั้งเป้ากำไรไว้ 859 ล้านบาท
เผยแผน 3 ธุรกิจหลัก ดันรายได้โตยกแผง
วัฒน์ชัย เผยเพิ่มเติมว่า ปีนี้กลุ่มบริษัทสามารถจะพลิกฟื้นธุรกิจในเครือให้กลับมาเป็นกำไรได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น SDC ที่ตั้งเป้ากลับมามีกำไรครั้งแรกในรอบ 10 ปี การขยายเส้นทางการบินของ SAV จากประเทศอื่นๆ รวมไปถึงรายได้ที่เติบโตจากกลุ่มธุรกิจ SAMTEL
- สายธุรกิจ Digital ICT Solutions (นำโดย SAMTEL) มี Backlog เดิมอยู่แล้วกว่า 6,500 ล้านบาท ในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเติมอีก 6,500 ล้านบาท หรือเติบโตจากเดิมไม่ต่ำกว่า 20% เดินหน้าลุยโครงการขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงทั้ง AI, Anti-Drone และ Quantum-safe Technology ผสานความร่วมมือพันธมิตรโลกและบริษัทในเครือเพื่อให้บริการครบวงจร ครอบคลุมทั้ง Finance, ERP และ Cybersecurity
พร้อมเร่งสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านโมเดล Public Outsourcing Services ระยะยาว ต่อยอดความสำเร็จจากฐานลูกค้ารายใหญ่ที่ไว้วางใจให้ดูแลระบบหลัก อาทิ ธอส. (Core Bank), กฟภ. และกรมที่ดิน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางธุรกิจ
-
สายธุรกิจ Utilities & Transportations (SAV และ TEDA) ยังรอรับรู้รายได้จากงานคงค้างเดิมรวมปีนี้กว่า 8,700 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ 6,800 ล้านบาท โดยเป็น SAV ไว้ที่ 2,600 ล้านบาท หรือโตขึ้น30% รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเที่ยวบินจีน-เวียดนาม และโอกาสจากสนามบินใหม่โฮจิมินห์ พร้อมเดินหน้าประมูล 2 โครงการใหญ่กว่า 2,300 ล้านบาท เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้เพียงช่องทางเดียว ด้าน TEDA ตั้งเป้า 2,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 40% เร่งทยอยรับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีตุนไว้กว่า 3,800 ล้านบาท
-
สายธุรกิจ Digital Communications (SDC) ตั้งเป้ารายได้ 900 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดกว่า 57% โดยมีปัจจัยบวกหลักจากการรับรู้รายได้ค่าบริการ Air-time ของโครงข่าย Digital Trunk Radio อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนการส่งมอบอุปกรณ์สื่อสารเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสแรกของปี ซึ่งจะช่วยหนุนให้ผลประกอบการฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน
เจาะลึก M&A: ทางลัดสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด
กลยุทธ์ M&A หรือการควบรวมและซื้อกิจการ เปรียบเสมือน ‘ทางลัด’ (Shortcut) ที่กลุ่มสามารถเลือกใช้เพื่อเร่งสปีดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Inorganic Growth) แทนที่จะเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีหรือสร้างฐานลูกค้าเอง บริษัทเลือกที่จะมองหาธุรกิจที่มีของดี มีความพร้อม และมีกำไรอยู่แล้วเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ได้ทันที และลดความเสี่ยงจากการลงทุนวิจัยพัฒนาที่อาจใช้เวลานานและไม่การันตีผลสำเร็จ
หัวใจสำคัญของการเดินเกมนี้คือการเติมเต็ม ‘จิ๊กซอว์’ ที่ขาดหายเพื่อยกระดับขีดความสามารถ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย (Deep Tech) และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ การเข้าซื้อกิจการไม่เพียงแต่จะได้มาซึ่งสินทรัพย์ทางปัญญา เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ในทันทีเท่านั้น แต่ยังเป็นการดึงตัว ‘Talent’ หรือทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาร่วมงานด้วย (Acqui-hiring) ทำให้กลุ่มสามารถมีความพร้อมสูงสุดในการรับงานโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง
สุดท้ายคือการสร้าง ‘Synergy’ หรือการผสานพลัง ให้แข็งแกร่งขึ้นทั่วทั้งองค์กร การทำ M&A จะช่วยขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ของกลุ่มสามารถให้ครบวงจรยิ่งขึ้น เกิดการแชร์ทรัพยากรและฐานลูกค้าระหว่างกัน ซึ่งทิศทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้าง New S-Curve หรือแหล่งรายได้ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทดแทนธุรกิจดั้งเดิม แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณบวกให้นักลงทุนเห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการปรับโครงสร้างเพื่อสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนในระยะยาว
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา




