จากสื่อสิ่งพิมพ์สู่ Humour Agency เบื้องหลังการปรับตัว ‘ขายหัวเราะ’ ที่ขับเคลื่อนด้วย ‘ดาต้า’ ใช้ความฮาเป็นตัวนำ

ในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์ค่อยๆ ล้มหายตายจาก ‘ขายหัวเราะ’ อยู่รอดมาได้อย่างไรกว่า 50 ปี?

ขายหัวเราะ

ภายในงาน iCreator Conference 2025 ‘นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต’ ซีอีโอของวิธิตากรุ๊ป เผยว่า จุดเริ่มต้นของขายหัวเราะ มาจากการที่คุณพ่อ (วิธิต อุตสาหจิต หรือ บ.ก. วิติ๊ด) มองเห็นถึงช่องว่างในตลาดการ์ตูน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการรวม ‘การ์ตูนแก๊ก’ ออกมาเป็นเล่มๆ เลย 

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเป็นขายหัวเราะขึ้นมา โดยเน้นสร้างอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นรสชาติที่คนไทยชื่นชอบ แถมยังกลายเป็นจุดกำเนิดของ ‘มีม’ ต่างๆ ในยุคก่อนที่จะมีมีมในโซเชียลมีเดียเสียอีก

นอกจากจะเป็นผู้บุกเบิกมีมแล้ว ‘นิว’ เล่าว่า ขายหัวเราะยังมาก่อนกาลในแง่ของ ‘UGC’ (User Generated Content) ด้วย เพราะทางสำนักพิมพ์เปิดโอกาสให้แฟนๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต้นฉบับหรือไอเดียการ์ตูนต่างๆ เข้ามา

“สิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งที่ทำให้เรียกได้ว่า จนถึงปัจจุบันนี้ ขายหัวเราะมีความเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่ก็ยังได้รับการตอบรับที่ดี เป็นความทรงจำที่ดีกับนักอ่าน รวมถึงมีความผูกพันกับแฟนๆ หลากหลายเจนเนอเรชัน ทำให้เราได้รับฉายาว่าเป็นความฮาสามัญประจำบ้านที่คู่กับชีวิตคนไทย” นิวกล่าว

ใช้เสียงหัวเราะเป็นตัวนำ พร้อมขับเคลื่อนด้วยอินไซต์

ขายหัวเราะ
ภาพจาก Facebook: ขายหัวเราะ

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าขายหัวเราะจะไม่เคยถูกเทคโนโลยีต่างๆ ดิสรัปต์กิจการหรอกนะ เพราะนิวเผยว่า บริษัทก็ต้องปรับตัวเช่นกัน

ปัจจุบัน ขายหัวเราะจึงไม่ใช่แค่ ‘หนังสือการ์ตูน’ อีกต่อไป แต่พัฒนามาเป็น ‘Humour Agency’ โดยใช้เสียงหัวเราะของคนไทยเป็นตัวนำ แล้วขยายฐานแฟนคลับเดิมจากสื่อสิ่งพิมพ์สู่สื่อออฟไลน์ เช่น อีเวนต์ ไปจนถึงสื่อออนไลน์อย่างโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง 

นิวเสริมว่า การตีโจทย์มุกแต่ละครั้งก็มาจาก ‘อินไซต์’ ที่เก็บจากทั้งข้อมูลหลังบ้าน, Social Listening และเทรนด์ต่างๆ จนเกิดเป็นกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมมากมาย

อย่างคอนเทนต์ ‘Long-form’ ของขายหัวเราะเอง แม้คนจะบอกว่ายุคนี้ทุกอย่างต้องทำให้สั้นลง แต่บริษัทก็สามารถทำคอนเทนต์ยาว เช่น การ์ตูนอัลบั้ม ออกมาได้ดี เพราะตีโจทย์จากอินไซต์  อาทิ

นิวเล่าว่า อินไซต์เหล่านี้ยังสามารถนำมาต่อยอดเป็นรายได้อื่นๆ ด้วย เช่น ‘กิ๊บโกรธ’ ที่เคยเป็นไวรัลมากๆ ของขายหัวเราะ ก็เอามาจากอารมณ์ของคนทำงาน แล้วนำมาพัฒนาเป็นสินค้า

“การปรับตัวของขายหัวเราะ เกิดขึ้นได้เพราะเราตกตะกอนว่า ขายหัวเราะจริงๆ แล้วเป็นมากกว่าแก๊กการ์ตูนตลกขบขันทั่วไป แต่เรายังเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของประเทศไทยด้วย” นิวเผย 

“เพราะฉะนั้น Identity ของแบรนด์ขายหัวเราะที่เราสร้างขึ้นมาก็คือ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุค เราก็จะเป็นเสียงหัวเราะของคนไทยที่เข้าใจคนไทยมากที่สุด”

อยากให้คนรู้ว่าขายหัวเราะทำงานได้หลากหลายกว่าที่คิด

ขายหัวเราะ
ภาพจาก Facebook: ขายหัวเราะ

นอกจากนั้น เพื่อตอกย้ำว่าขายหัวเราะไม่ได้เป็นแค่หนังสือการ์ตูนแล้วจริงๆ ในวาระครบรอบ 50 ปี เมื่อช่วง 2023-2024 ที่ผ่านมา ทางแบรนด์จึงออกแคมเปญร่วมกับแบรนด์ชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น

  • ขายหัวเราะ x Preduce กับสเกตบอร์ดลายพิเศษจากตัวละครดัง
  • ขายหัวเราะ x ททท. กับแก๊กนำเที่ยวที่พาทุกคนไปรู้จักสถานที่เที่ยวทั่วไทย
  • ขายหัวเราะ x Mc Jeans กับการเปลี่ยนลุคตัวละครดังครั้งแรกในรอบ 50 ปี
  • ขายหัวเราะ x Farmhouse ที่พาตัวละครที่คนไทยรักมาอยู่ข้างซองขนมปังที่คุ้นเคย
  • ขายหัวเราะ x IKEA ที่นำเฟอร์นิเจอร์ของทางแบรนด์มาอยู่คู่กับอารมณ์ขันแบบไทยๆ
  • ขายหัวเราะ x หอแว่น กับแว่นตาคอลเล็กชันพิเศษตามสไตล์คาแรกเตอร์ถึง 4 รุ่น
  • ขายหัวเราะ x Carnival กับคอลเล็กชันแฟชั่นสุดชิคที่วางขายปุ๊ป หมดปั๊บ

จากการคอลแลบนี้ ขายหัวเราะเผยว่า สินค้าทั้งหมดที่ทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ขายหมดเกลี้ยงภายในระยะเวลาแคมเปญ และยังได้รับความเห็นจากโซเชียล (Social Sentiment) ในเชิงบวกกว่า 90% ด้วย

“เราไม่ได้ทำแค่หนังสืออีกต่อไป แต่เรายังใช้อารมณ์ขันช่วย amplify สร้างสีสันให้แคมเปญร่วมกับแบรนด์พาร์ทเนอร์ผ่านคอนเทนต์หลากหลายในช่องทางออนไลน์ของขายหัวเราะ ที่แต่ละแคมเปญเราก็ตั้งใจปรุงให้มี mood and tone ที่แตกต่างกันไปตามโจทย์ของแต่ละแบรนด์ และตอกย้ำให้เห็นว่า ขายหัวเราะทำงานได้หลากหลายกว่าที่ทุกคนคิด” ขายหัวเราะกล่าว

นิวทิ้งท้ายว่า แม้ขายหัวเราะจะสร้างคอนเทนต์มานานกว่า 50 ปี แต่ในวันนี้ที่ธุรกิจสื่อผันผวนมากที่สุด สิ่งที่ทำให้พวกเธอยืนหยัดมาได้ก็มาจากการเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยอินไซต์

นิวเชื่อว่า ไม่ว่าพฤติกรรมโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แนวคอนเทนต์จะไปทิศทางไหน หรือเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร หัวใจสำคัญก็ยังคงเป็นการค้นหาอินไซต์ของความเป็นมนุษย์ ที่ทางองค์กรเชื่อมาตลอด 50 กว่าปีและจะเชื่อตลอดไป

ในวันที่สื่อสิ่งพิมพ์เผชิญวิกฤต แพลตฟอร์มเปลี่ยน แถมมีเทคโนโลยีเข้ามาท้าทาย ขายหัวเราะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แบรนด์ที่อยู่รอด อาจไม่ใช่แบรนด์ที่ปรับโฉมตนเองมากที่สุด แต่เป็นแบรนด์ที่เข้าใจอินไซต์มนุษย์ โดยไม่สลัดเอกลักษณ์การเล่าเรื่องด้วยเสียงหัวเราะออกไปต่างหาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา