อะไรเอ่ยพุ่งแรงจนเสียว?

‘ทองคำ’ กลายเป็นหนึ่งประเด็นที่เหล่านักลงทุนเลิกจับตามองไม่ได้ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ เพราะปัจจุบัน ราคาทะลุ 70,000 บาทไปเป็นที่เรียบร้อย แถมยังไม่มีแววจะลงอีกด้วย
ในวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาทองก็สูงขึ้นอีก จนเรียกความฮือฮาทั่วโลก เพราะนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ราคาพุ่งไปแตะ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยเอานซ์ หรือราวๆ 74,000 บาท
เป็นที่ทราบกันดีว่า ทองคำคือหนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่ถูกมองว่าเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ (Safe Haven) ส่งผลให้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก นักลงทุนจึงแห่กันไปซื้อทอง จนราคาสูงขึ้นไวขนาดนี้
โดยส่วนหนึ่งที่การเมืองโลกระส่ำระสาย หลายสำนักข่าวรวมถึงนักวิเคราะห์ก็มองว่า มาจากการตัดสินใจของประธานาธิบดี ‘Donald Trump’
ถล่มเวเนซุเอล่า ขู่ขึ้นภาษี เปิดคดีสอบประธานธนาคารกลาง

สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมเดือนมกราคมมันนานจัง? ขอให้ดู Trump เป็นตัวอย่าง เพราะเขาสามารถทำผลงานได้มากมายนับตั้งแต่เปิดศักราช 2026 ซึ่ง ‘สำนักข่าว CNN’ รายงานว่า สาเหตุที่ราคาทองพุ่งแรงแบบก้าวกระโดด ก็เป็นเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาทิ
- เปิดฉากปฏิบัติการทหาร พร้อมจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอล่า
- ข่มขู่ระบอบการปกครองอิหร่าน ท่ามกลางการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง
- ขู่ขึ้นภาษีกับพันธมิตรยุโรปที่ขัดขวางการซื้อ ‘กรีนแลนด์’ ซึ่งเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของเดนมาร์ก
- ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าแคนาดา 100% เนื่องจากได้ข่าวว่าเพื่อนบ้านจะไปทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน
- เปิดคดีอาญา สอบสวนประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่ให้รัฐบาลมีส่วนร่วมในการตั้งอัตราดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์อิสระท่านหนึ่งเผยว่า “ความเชื่อมั่นนั้นหายไปแล้ว และมันต้องใช้เวลาในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมในระหว่างนี้ เราถึงเห็นเงินไหลออกจากดอลลาร์กับสินทรัพย์ที่ผูกกับดอลลาร์”
แพงแล้ว แพงอยู่ แพงต่อ นักวิเคราะห์เชื่อราคาทองมีโอกาสสูงขึ้นอีก

เอาจริงๆ แค่ราคาทะลุ 70,000 บาท บ้านเราก็ว่ามันพุ่งขึ้นสูงมากแล้วเมื่อเทียบกับต้นปี 2025 ที่ราคายังไม่ถึง 50,000 บาทด้วยซ้ำ แต่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ราคาทองมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก เพราะความไม่แน่นอนยังมีอยู่มาก
นอกจากนี้ ‘ธนาคารกรุงศรี’ ยังเผยถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนทิศทางตลาดด้วย ได้แก่
- ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองมากกว่าขาย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในการลงทุน และเป็นสาเหตุทำให้ความต้องการโดยรวมสูงกว่าอุปทาน
- ดอกเบี้ยเริ่มลดขณะที่เงินเฟ้อสูง ซึ่งหมายความว่า ‘อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง’ หรือดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ ยังติดลบในหลายประเทศ ส่งผลให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษาความมั่งคั่งได้
- ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมองบวก เช่น ‘Goldman Sachs’ บริษัทให้บริการด้านการลงทุนระดับโลก ก็ปรับการคาดการณ์ราคาทองคำภายในสิ้นปี 2026 จากราวๆ 72,000 บาท เป็นเกือบ 80,000 บาทแล้ว ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของธนาคารกลางสหรัฐฯ เชื่อว่าปีนี้ ราคาทองมีโอกาสไปถึง 89,000 บาทเลย
สุดท้ายนี้ ราคาทองคำจะไปสุดที่เท่าไร หรือจะร่วงลงมาหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป แต่อย่าลืมว่า ต่อให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทุกการลงทุนก็ยังมีความเสี่ยง ฉะนั้น หากจะเอาเงินไปลงกับอะไร ควรศึกษาให้ดีก่อนนะ
หมายเหตุ: การแปลงราคาทองคำนี้ถูกคำนวณผ่าน ‘โปรแกรมคำนวณราคาทองคำ’ โดย ‘TFEX’
ที่มา: CNN (1), (2), The Guardian, CNBC, krungsri
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา